เพื่อนใหม่ใจเกินร้อย...น้ำตกช้างหมอบ เขานมนาง
เรื่องโดย nuAng , ภาพโดย เอเวอร์เรสต์ , ตุลาคม 2001
| |
โอ้โห...ว๊าว....ทำไมทางมันลำบากหยั่งงี้ฟะ ลื่นซะเหลือเกิน โปรดหลับตานึกภาพซักนิด รองเท้าแตะที่เหยียบตุ๋มลงไปบนดินเละๆ เปรอะเลอะไปทั้งเท้า บวกกับเส้นทางเฉอะแฉะ เอียงระนาบ แล้วมันจะลื่นแค่ไหน |
|
เช้าตรู่สุดแสนของวันเสาร์ที่ 6 ตุลา เชื่อว่าจะต้องนกน้อยไม่น่าจะต่ำกว่า 18 ชีวิตที่กุลีกุจอตื่นแต่เช้าขึ้นเป้ แบกเต้นท์ไปยืนหาวหวอดๆ รอสมาชิกทริปน้ำตกช้างหมอบ-เขานมนางกัน นกขมิ้นอย่างเราก้อเป็น 1 ในนั้นด้วย ไปยืนเอ๋ออยู่ข้าง รร.หอวังตั้งกะ 6.45 น. กว่าจะยืนลุ้นว่าระหว่างนัยบาสกับนัยเล้งใครจะมาถึงก่อนกัน เฉือนกันแค่ปลายลิ้นเจงๆ เป็นอันว่าล้อหมุนตอน 7 โมงแก่ๆ ด้วยพลขับกิตติมศักดิ์อย่างพี่ canman ละก้อนัย everest
 |
|
 |
ภูเขาที่มีรูปร่างเหมือนช้าง
กำลังหมอบซึ่งเป็นที่มาของชื่อ |
|
สภาพป่ายังเป็นป่าที่สมบูรณ์ |
และแล้วเราก้อเลี้ยวขวับเข้าศูนย์อะไรสักอย่างเนี่ยแหละ จำชื่อเต็มๆ ไม่ได้อ่ะ (แหะ แหะ ขออภัยผิดพลาดด้านความทรงจำอ่ะ) แว่บๆ ว่าศูนย์ซับใต้ อช.เขาใหญ่ กว่าจะเคลื่อนกายและสัมภา-รก-ไปถึงจุดเริ่มต้นปาเข้าไป 9.30 น. โดยวัตถุขับเคลื่อน 4 ล้อสีเขียวคลั่ก สร้างสัมพันธไมตรีฝากเนื้อฝากตัวกะคนนำทางใจดีของเรา นัยอุ๋ย นัยโอ๋ ละก้อพี่คน -- กลุ่มที่ออกเดินเท้าพร้อมกันคือกลุ่มพี่ canman ละก้อกลุ่ม นู๋ แนนซี่ ปาเข้าไป 13 ชีวิตพอดิบพอดี เอาล่ะ ทีนี้บทเพลงแห่งการก้าวย่างก้อเริ่มต้นขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตามสไตล์ของป่า และนั่นเองที่ทำให้นกน้อยอย่างเราๆ ไม่ตื่นตระหนกชิงหันหลังกลับไปซะก่อน ส่วนใหญ่กว่าจะรู้สึกตัวก้อค่อนทางเข้าไปแล้ว เกินกว่าที่จะถอยหลังได้อีกแล้ว เดิน เดิน เดิน ก้มหน้าก้มตา มองพื้นไปเรื่อย รู้สึกได้ว่าทางมันค่อยๆเชิดขึ้น เชิดขึ้น เชิดขึ้น จนบางช่วงต้องเรียกว่าเหินขึ้น ตลอดเส้นทางที่เดินไปเป็นการเดินลัดเลาะไปตามธารน้ำตก ชุ่มชื้นตลอดเส้นทาง พักใหญ่เสียงนกแว่วๆ มาเสนาะโสต ประสานกับเสียงเจื้อยแจ้วของสมาชิกว่าอีกเดี๋ยวเราจะผ่านจุดที่มีทากชุม..... (เสนาะโสตซ้าเหลือเกิน) ทำให้นักเดินทางที่มุ่งมั่นมาเดินดงสนองตัณหาอยากไปเยือนเขานมนางทั้งหลายต้องคอยเหลือบระแวงเจ้าเพื่อนยากตัวจ้อยอยู่ตลอด.....ลืมเหนื่อยไปบางโอกาส....เริ่มได้ยินเสียง ว๊าย ๆๆๆ ทากง่ะๆๆ ให้ได้ลุ้นระทึก เส้นทางค่อนข้างรก ให้ได้มุดได้ปีนอยู่ตลอด เจ้าอุ๋ย คนนำทางที่ไม่เคยโกหกเราเลย ถามว่าอีกไกลมั๊ย ตอบฉะฉานเลยเลยไกล พี่ อีกไกล พักก่อนก้อได้ .... ธ่อ หลอกกันบ้างก้อด้ายย ไอ้น้องเอ้ย
 |
|
 |
| ต้นไม้ใหญ่พบกลางป่า |
|
เห็ดบริเวณขอนไม้ |
เดินไป หอบไป จนไปยืนเอ๋อ ตาลอยมองต้นไม้ใบหญ้าแก้เหนื่อย ก้อได้ยินเสียงทีมซี้ย่ำปึ๊กของคุณลุงสกนธ์ ป้า sam แวะทักทายกันตามอัตภาพ แล้วก้าวสวบๆ ผ่านไป อะไรจะแรงดีขนาดน้าน มารู้ทีหลังว่าเค้าออกเดินหลังทีมเราตั้งชั่วโมง แล้วไหงมาควบแซงหน้าให้เหล่าผู้บ้า เอ้ย กล้า ให้มองตาละห้อยหยั่งงี้ล่ะ ทำกันได้นะเนี่ย หยั่งว่าแหละแข่งบุญแข่งวาสนามันแข่งกันไม่ได้ กล้ามเนื้อขาอันแสนแข็งแกร่งแบบนั้นหาได้ที่ไหนนะ (ชื่นชมนะเนี่ย) เป็นอันว่าน็อครอบล่ะสิ......มุ่งมั่น! มุ่งมั่น! จากนั้นก้อก้มหน้าก้มตาเดิน เดิน เดิน งานนี้เดินข้ามน้ำกันจนไม่ต้องนับว่ากี่ห้วยเลย อีกพักใหญ่ก้อได้ยินเสียงผู้คนหนาหู....รู้สึกได้ว่าจะถึงจุดพักแล้ว...ค่อยยิ้มออกหน่อย มีแรงฮึดขึ้นมาอีกระลอก หิวข้าวเจงๆ กี่โมงแล้วเนี่ย หวา....เกือบบ่าย 3 แล้ว เดินข้ามน้ำไปยังจุดปางพักที่เค้ากะลังขึงเชือกเตรียมฟรายชีตกัน ภาพตรงหน้าดูสดชื่น เสมือนการต้อนรับสู่ที่พำนักจากพงไพร เพราะทำเลปางพักของเราอยู่ริมธารน้ำไหลเอื่อยๆ น้ำลึกประมาณหัวเข่า ใสแจ๋วเป็นตาตั๊กแตน บรรยากาศร่มครึ้มปกคลุมไปทั่วบริเวณ ทั้งไม้ใหญ่ยืนต้นตระหง่าน ต้นไผ่ ต้นหวาย ไม้เล็กไม้น้อยประดับประดาให้บ้านน้อยชั่วคืนของเราดูเป็นกันเองที่สุด
 |
| น้ำตกช้างหมอบ | แยกย้ายกันหาทำเลวางเต้นท์ ผูกเปลกันตามอัตภาพ เสียงทักทาย เสียงหัวเราะระรื่นดังระงม ทำเอาเสียงหรีดริ่งเจ้าของสถานที่เงียบไปชั่วขณะ พร้อมกับเสียงท้องร้องของเหล่าผู้กล้าทั้งหลายก้อค่อยๆสงบไป แปรผันตรงกับปริมาณอาหารในจานที่ร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ เป็นอันว่าอิ่ม ปากมันถ้วนหน้ากันตอนเกือบๆบ่าย 4 เจ้าอุ๋ย คนนำทาง ก้อชี้ชวนว่า ไปปีนดงดูน้ำตกช้างหมอบกันมั๊ย พี่!! เฮ-ละ-โล เดินตามกันไป ตะละคนลาก e-แตะกันทั้งนั้น ถามแล้วนะว่ารองเท้าแบบนี้ไปได้มั๊ย ไปได้พี่!! ว่าแล้วก้อเดินตามกันไป......โอ้โห...ว๊าว....ทำไมทางมันลำบากหยั่งงี้ฟะ ลื่นซะเหลือเกิน โปรดหลับตานึกภาพซักนิด รองเท้าแตะที่เหยียบตุ๋มลงไปบนดินเละๆ เปรอะเลอะไปทั้งเท้า บวกกับเส้นทางเฉอะแฉะ เอียงระนาบ แล้วมันจะลื่นแค่ไหน ว่าแล้วก้อต้องปลดโซ่ (รองเท้า) ออกจากล้อ (เท้า) เพื่อจะได้ตะเกียกตะกายตามเค้าไปสะดวกขึ้น งานนี้ได้ขับเคลื่อน 4 ล้อโดยใช้เกียร์ต่ำเป็นครั้งแรกของทริป......ไต่เลียบธารน้ำไปเรื่อย ก้อสามารถพาตัวเองมายืนจังก้าตรงหน้าน้ำตกช้างหมอบจนได้ นี่เป็นชั้นที่ 3 เป็นน้ำตกที่ค่อนข้างสูงทีเดียว แต่น้ำก้อไม่มากนักหรอก ทัศนียภาพด้อยไปนิดเพราะมีไม้ใหญ่หล่นมาตั้งเด่พิงตัวน้ำตกอยู่ ทีนี้พวกพ้องก้อเกลี้ยกล่อมให้นายอุ๋ย เจ้าเก่าพาขึ้นไปยลโฉมน้ำตกชั้นที่ 2 จนได้....ไอ้เรารึก้ออยากตะกายตามเค้าไปด้วยหรอก แต่ทว่าชันเหลือกำลังที่หมูน้อยเคลื่อนที่ช้าอย่างเราจะสามารถทำได้ ไปได้แค่ 20 ก้าวก้อต้องแพ้ภัยตัวเอง ไต่ดะลงมารอพรรคพวกที่ชั้น 3 เหมือนเดิม ก้อนั่งดูพี่ตูนกะเจ้าอั้นเก็บภาพโน่น นั่น นี่ ไปตามเรื่อง สักพักเริ่มรู้สึกว่านานจัง หันหลังกลับกันดีกว่า
คลานกลับมาถึงปางพักก้อเกือบบ่าย 5 แล้ว.....สาวๆ เค้าไปอาบน้ำกัน ว๊าว!! ดีจังๆ ไปอาบน้ำกันๆ อีกพักใหญ่ทีมท่องน้ำตกก้อกลับมาเล่าว่าชั้น 2 จะเป็นน้ำตกไม่ใหญ่มากแต่จะมีแอ่งน้ำให้เล่น ให้ลอยคอกันได้ ทั้งที่เดินขึ้น-ลงชันมากกกก!! วันนี้โชคดีจังที่ฝนฟ้าเป็นใจไม่ตกพรมลงมาเลยในช่วงที่กะลังเดินดงอยู่ให้ท้อใจเล่น ว่าแล้วบทเพลงกะทะก้อบรรเลงอีกครั้ง อิ่มอร่อยกันอีกรอบ อาหารว่างระหว่างการประกอบกิจกรรมยามค่ำคืนได้รับอุปการะจากป้า sam คนงามก้อคือข้าวเกรียบงาจากปักษ์ใต้บ้านเรา ระหว่างนั้นทีมนักล่าก้อเริ่มทำงานออกเดินดุ่มๆ ตามธารน้ำอย่าไม่ลดละ อีกพักใหญ่ก้อหิ้วกบภูเขามาโชว์เป็นที่ฮือฮา ตะละคนกระเหี้ยนกระหือจะลิ้มลองรสชาดเจ้าชายตกยากแต่ทว่าที่ประชุมลงความเห็นว่าเอาไว้เป็นมื้อเช้า......เกมเปลี่ยน!! กลับมาสนใจยาดีของลุงสกนธ์กันถ้วนหน้า มีทั้งยาดองละก้อ สรถ.จากต่างดงมาให้ลิ้มลอง......ค่ำคืนนี้ไม่ยาวนานนัก ค่อยๆหายเข้าที่ลับไปทีละคนๆ จนเหลือแต่ทีมซี้ฯ นั่งร่ำสุรา ชมไพรกัน (สิริอายุทีมรวมกันไม่น่าต่ำกว่า 230 ปี).....นอนฟังเสียงฝนกล่อมไปเรื่อย งีบไปตอนไหนม่ายรุ.....Z Z z
z...z
..
ได้ยินเสียงฝนพรำตลอดคืน....ประมาณ 6 โมงกว่าๆ ดักแด้ทั้งหลาย เล็กมั่ง ใหญ่มั่งก้อคลานออกมาจากถงุนอน มุดออกจากเต้นท์มายืนสูดอากาศบริสุทธิ์ อากาศเย็นจนมีไอฟู่ๆ เลยนะ ทั้งที่ยังอยู่ในช่วงหน้าฝนอยู่เลย ชี้ชวนกันไปเดินล่องน้ำชมบรรยากาศรอบๆ กัน พบร่องรอยกระทิงเกลื่อนไปหมด เยอะจนสงสัยว่ามันจะสักกี่ตัวนะเนี่ย เพลิดเพลินเดินชมดงกันพักใหญ่กลับมาจัดเตรียมอาหารการกินกันอีกรอบ มื้อนี้ที่รอคอย....ต้มยำกบภูเขา....เมื่อคืนเจ้าตัวไม่จ้อยพวกนี้ยังกระโดด ดุ๊กดิ๊กอยู่เลย.....แต่ก้อกินกันถ้วนหน้านะ โดยเฉพาะลุงสกนธ์กะป้า sam ตักใส่แก้วกินแทนกาแฟเลย....
 |
แสงแดดยามเช้าบริเวณ
จุดพักแรม | และแล้วก้อถึงเวลาเคลื่อนทัพของเหล่าผู้กล้า (บ้าเอ๊ย) ทั้งหลาย เคลียร์พื้นที่กันเสร็จสรรพตอน 9 โมงเช้า เริ่มย่างก้าวแรกลัดเลาะมุ่งขึ้นเนินสูง เป้าหมายวันนี้คือเดินบนสันเขานมนางทั้งสองลูก ตัดลงหุบเลียบเลาะน้ำตกไปออกใกล้ๆศูนย์ซับใต้.....ฟังดูใกล้เนอะ ง่ายเนอะ แต่ขออภัยเริ่มเดินทางราบๆได้ไม่ถึง กม. แรก พวกก้อเหินขึ้นเนินชันดิก สงสารพี่มาสุดแสน ท่าทางคงเจ็บขาสุดๆ แต่มาด้วยกันก้อต้องไปด้วยกันสิ สู้ๆๆๆ พี่มา สู้ สู้!! ตะละคนจะมีอาวุธค้ำยันประจำกายกันถ้วนหน้า ตะเกียกตะกาย ป่ายปีนกันไปช้าเร็วตามสภาพร่างกาย ขณะนี้เรากำลังตะกายลุยดงหญ้าคาขึ้นไปยังยอดเขานมนางด้านซ้าย เป้าหมายคือตำแหน่งปลายถันเพราะคนนำทางใจดีของเรากำหนดจุดพักทานข้าวเที่ยงไว้ที่นั่น แล้วเราก้อไปยืนชมวิวกันบนยอดถันของขุนเขาจนได้ท่ามกลางไอแดดตอนเที่ยงๆ บนป่าหญ้าคา พร้อมกันตรวจสอบสภาพบาดแผลจากใบมีดโกนแห่งผืนป่า เลือดซิบกันถ้วนหน้า แต่เวลานี้เสียงท้องร้องดังระงม สมาชิกต่างช่วยกันขึงฟรายชีตกันแดด ที่หวาดๆกันว่าอาจจะได้กันฝนด้วยเพราะเมฆดำลอยทะมึนอยู่ไม่ไกลเลยเมื่อมองจากยอดสูงที่ยืนอยู่นี่ ใส่ใจทำไมกับฟ้าฝน มาเติมน้ำมันให้ตัวเองดีกว่า และแล้วศูนย์อพยพเขานมนางก้อลงหลักปักฐานกันเสร็จสรรพ อิ่มหนำสำราญกันตามอัตภาพ
|