" แบกเป้ เบิ่งลาวใต้ " ภาคปัจฉิมบท
เรื่องโดย snailforest , ภาพโดย นายเสริฐ , ตุลาคม 2002
| |
ศาลาวัดยกพื้น เก่าๆ หลังคามุงสังกะสี กั้นฝาไม้ไผ่ขัดด้านหลัง ด้านข้างกั้นยื่นออกมาข้างละนิด พื้นกระดานไม้ปูพื้นแผ่นใหญ่ฝุ่นคลุมขาว ด้านหน้าติดธารน้ำตกตาดเลาะ ด้านข้างติดหมู่บ้านชนบทลาว ไม่มีแนวรั้วกั้นเขตชัด เจน ขำขำ...ขำมาก บอกความรู้สึกไม่ถูก |
|
ริมทาง...หมายเลข 13
ความหมายของคำพูดที่ว่า "จุดหมาย...ไม่สำคัญเท่ามิตรภาพ" ก่อเกิดเรื่องราวชาว Backpacker ที่ริอ่านแบกเป้เที่ยวลาว มีพียงแผนที่แผ่นเดียวโดยมีทางหลวงหมายเลข 13 ถนนสายใหญ่ของ สปป.ลาวเป็นเส้นทางหลัก เรากำหนดจุดหมายกันวันต่อวัน ...ถึงก็ช่าง...ไม่ถึงก็ช่าง มิตรภาพที่ได้รับระ หว่างการเดินทาง น้ำใจจากชาวลาว วิถีชีวิตของพวกเขา เป็นเหมือนหนังสือเล่มใหม่ที่เปิดอ่านหน้าแรก และต้องอ่านให้จบ บันการเดินทางเรื่องนี้เป็นตอนต่อเนื่องจาก "แบกเป้ เบิ่งลาวใต้ 1 ภาคปฐมบท" ที่เขียนไว้จบครึ่งๆ กลางๆ ไม่ตลอดการเดินทาง
วันที่ 25 ก.ค.45 เช้าแล้ว
จุดหมายของวันนี้ "น้ำตกคอนพะเพ็ง" และ "น้ำตกหลี่ผี" การเดินทางอีกยาวไกล 8 โมงเช้านายโอก็พาพวกเราข้ามกลับมาที่ฝั่งปากเซ เริ่มต้นใหม่ที่ทางหลวงหมายเลข 13 ตรงสามแยกเข้าวัดพู กิโลเมตรที่ 31 กระโดดขึ้นรถ 3 ล้อเล็กๆ มาลงที่ท่าจำปาสัก จ๊ะเอ๋! กับรถที่จะข้ามฟากผ่านสามแยกเข้าปากเซพอดี "สุขุมา ปากเซ" ขำ...ขำจริงๆ รถคันนี้เป็นรถด่วน ด่วนอย่างไรก็ไม่รู้ แต่ติดหน้ารถว่า "ด่วน" รถหกล้อบรรทุก ถ้าเมืองไทยก็ขนหมู ขนอ้อย แต่ที่นี่ขนคน รถสีฟ้าอ๋อยสลับส้มจี๊ดจ๊าด เปิดหน้าต่างรับลม หลังคาบรรทุกเป็ด ไก่ ในรถแบบทูพลัสวัน มีแม่หญิงลาวนั่งหน้าแป้น ใต้ม้านั่งเห็นเป็ดผูกขากองอยู่ 3 ตัว กระสอบบรรจุอะไรไม่รู้อีกหลายใบ เวลาขึ้นต้องปีนบันไดเหล็ก นายโอกับนายตั๋น จองที่นั่งบนหลังคารถ ที่ลาวห้ามแม่หญิงนั่งบนหลังคา แต่ไม่มีป้ายห้ามปีน บอกไว้ เป็นเพียงคำพูดที่นายตั๋นบอกเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะด้วยสาเหตุว่าแม่หญิงลาวนุ่งผ้าซิ่นยาวกรอมเท้า ไม่งามนักถ้าปีนป่ายขึ้นนั่งบนหลังคา..ก็เป็นได้ (ค่าโดยสาร 3 ล้อเล็กคนละ 3,000 กีบ, ค่ารถด่วน 3,000 กีบ)
แยกวัดพู - น้ำตกคอนพะเพ็ง
นั่งรถจากท่าแพบ้านม่วงย้อนทาง 17 Km. ครึ่งชั่วโมงก็ถึงสามแยกวัดพู ต้องรอรถโดยสารที่นี่ ถนนโล่ง...โล่งประมาณว่าไม่มีรถผ่านมาเลย รวมทั้งรถโดยสารด้วย คำถามก็เกิดขึ้น "เป็นรถชนิดไหน สามล้อเล็ก สองแถวเล็ก สองแถวใหญ่ หกล้อ หรือจะเป็นรถบัส?..จะได้โบกถูก" คำตอบคือ "ไม่รู้" มติกลุ่มคือ "โบกทุกคัน รวมทั้งรถส่วนบุคคล" งานนี้มีเฮ...สาวน้อยหน้าใส น้องซุ่มฤดีรับอาสาเป็นนักโบก ....แต่เสียดายยังไม่ทันชมผลงานเลย ก็มีรถสองแถวเล็กแบบทูพลัสวันมาจอด ...แถวตรงกลางเสริมเก้าอี้เล็กๆ แทนม้านั่งยาว ...อย่างแน่น หลังจากนายโอแจ้งความประสงค์จะขอโดยสารอีก 9 คน คนขับก็เปิดประตูหน้าออกมาจัดระเบียบหลังรถ..อัดในรถได้ 6 คนและทะลักบนหลังคาอีก 3 คน
 |
| คอนพะเพ็ง | |
 |
| คอนพะเพ็งยามน้ำหลาก | |
คนลาวเขามีน้ำใจนะ..ต้องยอมรับ เพราะทุกแยกที่มีผู้โดยสารลง คนขับจะเลี้ยวรถขับไปส่งถึงหน้าบ้านทุกคน ...ไม่เก็บค่าโดยสารเพิ่ม ถือโอกาสชมบ้านชมเมืองลาวระหว่างทาง ถนนแยกย่อยหลายเส้นไม่ราบเรียบเหมือนแยกเข้าวัดพู หลุมลึกเป็นคลื่นสูงต่ำตลอดทั้งทางแยก พวกเรานั่งกระดอนกระโดด หัวโยกไปโยกมา ไม่เดือนร้อน...สนุกดี...ที่บ้านไม่มีน่ะ แยกที่หนึ่ง...ที่สองก็พอตื่นเต้น แต่พอนานๆ ไปมีอาการเบื่อ..ท้องก็ร้องงอแง พอถึงแยก"บ้าน นาฝั่งใหม่" ก็แบกเป้ลงมาพักยก เหลือน้องซุ่มฤดีกับนายเสริฐติดรถไว้เป็นตัวประกันค่าโดยสาร พอลงจากรถก็วิ่งเข้าร้านขายอาหาร ฮา.....ตรึมอีกแล้ว เด็กๆหนุ่มสาว ผู้เฒ่าผู้แก่ มาล้อมวงดูตัวประหลาดกินข้าวเหนียว ไก่ย่าง แย่งกันกินหน้าตาเฉย ด้านอิ่ม...อายอด เห็นสายตาหลายสิบคู่จ้องมองแล้วรู้สึกบันเทิงอารมณ์ คว้ากล้องของก๊อก เดินหามุมกล้อง...มอง.....ยกกล้อง...เล็ง ....เท่านั้นแหละ...แตกกระเจิง ลาวอาย....ไม่แน่จริงนี่หน่า รถโดยสารกลับมารับอีกครั้ง ไม่ว่างกว่าเดิมเท่าไหร่ แต่พอวิ่งนานๆ ก็ไล่ส่งหน้าบ้านจนหมด สุดท้ายก็เหลือเฉพาะพวกเรา นายโอเริ่มเจรจาต่อรองเหมาให้ไปส่งที่คอนพะเพ็ง และรอรับกลับไปส่งที่ท่ามะกะสัง.....ตกลง
ไนแองการา...แห่งเอเชีย
 |
| ลอยเรือไปดอนคอน | ถึงคอนพะเพ็งรวมเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง เสียค่าเข้าชมคนละ 5,000 กีบ ยังมองไม่เห็นตัวน้ำตกคอนพะเพ็ง ได้ยินแต่เสียงก้องของสายน้ำ ความคิดแรก...ไปหาอาหารเติมท้องก่อน ...ร้านอาหารเป็นเพิงมุงจาก ยื่นจากหน้า ผาเข้าไปในธารน้ำตก ...เห็นน้ำตกอย่างเต็มตา "คอน" หมายถึง แก่งหินใหญ่ "พะเพ็ง" หมายถึงพระจันทร์เพ็ญ รวมกันแล้วเรียกว่า "แก่งหินกลางแสงจันทร์" มั๊ง...ไม่รู้ ก็ไม่ใช่คนแถวนี้ แต่ที่แน่ๆ น้ำตกคอนพะเพ็งอยู่ตรงบริเวณที่ลำน้ำโขงทั้งสายไหลมาถึงจุดนี้แล้วหักมุมดิ่ง 90 องศาทิ้งตัวลงเบื้องล่าง สูงต่ำต่างกันประมาณ 5-10 เมตร เรียงต่อกันเป็นผืนยาวกว้างสุดสายตา ปริมาณน้ำเชี่ยวแรงดูน่ากลัว สีกาแฟโบราณใส่นมข้น..น่ากล้ำกลืน กระแสน้ำแรงกระแทกแก่งหินเป็นเหลี่ยมแหลม เสียงก็ดังก้องเต็มหูเปรียบเทียบว่า....ประมาณน้ำป่าหลาก ดูนานๆ แล้วตาลาย
เดินเลาะริมฝั่งไปตามทางเดินเล็กๆ หวังมุ่งหามุมถ่ายภาพงามๆ ไม่ซ้ำใครๆ ดูไปดูมาเส้นทางชัดเจนอย่างนี้ต้องผ่านการเหยียบย่ำมาทุกยี่ห้อ ทุกขนาด ปลง...เราคิดอะไรไม่ทันคนอื่นอีกแล้ว นายตั๋นพยายามปีนไปปลายสุดก้อนหิน ลากร่างบอบบางยืนเท่ห์ถ่ายรูป ดูน่ากลัวมากกว่าน่าดู ถ้าพลาดท่าลื่นลงไป...เพิ่มประชากรผีลาวเฝ้าน้ำตกอีกหนึ่ง ...นึกภาพหน้าเพื่อนกลายเป็นผีแล้วสยอง..ง.ง พี่ลาวก็มีน้ำใจงามทำศาลาท่าน้ำ เฮ้ย! ศาลาชมวิวยื่นจากแนวผา เพียงยกเท้าขึ้นบันได 3 ขั้นก็ถึงศาลา สำหรับให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจก่อนว่าจะเปลี่ยนผ้าเล่นน้ำตกกันไหม? เราไปยืนดูน้ำตกอยู่สักพักก็คิดได้ว่า "บางสิ่งบางอย่างมีไว้ให้ดู ไม่ต้องสัมผัส" ข้อเสียของน้ำตกที่นี่คือ "เล่นน้ำไม่ได้" แต่ข้อดีคือ "ไม่ตกน้ำตาย"
ลอยเรือไปดอนคอน...ยลน้ำตกหลี่ผี
 |
| สีพันดอน | บ่าย 3 โมงครึ่ง นัดรถมารับกลับท่ามะกะสัง ตัด"เวิงคาม" ออกจากโปร แกรม "เวิงคาม" เป็นดินแดนปลายสุดของ สปป.ลาวชนแดนกับจังหวัดสตึงของเขมร มีชื่อเสียงเรื่อง "ปลาโลมาน้ำจืด" หรือ "ปลาข่า" เป็นปลาสะเทิ้นน้ำอยู่ได้ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม (ปลาน้ำจืดแต่พอตายก็แช่น้ำเกลือ ...กลายเป็นปลาโลมาแดดเดียว) รสชาติดีปัจจุบันถูกบันทึกในเมนู ม่าย..ย..ช่าย..ย ขึ้นทะเบียนอยู่ในกลุ่ม "ปลาหายาก..มาก นั่งมองทั้งวันก็ยังไม่เจอ" เหตุผลนี้แหละจึงต้องตัดออกจากโปรแกรมของวันนี้ รถพามาส่งที่"ท่ามะกะสัง" นายโอไปเกี้ยวพาราสีคนขับ ให้มารับพรุ่งนี้เช้าหลังจากมองซ้ายแลขวา...ดูท่าว่าแถวนี้หารถโดยสารไม่ได้แน่ (ค่ารถโดยสาร วัดพู-ท่ามะกะสัง 100,000 กีบ แต่เหมาไปคอนพะเพ็งแล้วย้อนมาส่งท่ามะกะสัง 180,000 กีบ)เรือข้ามไป "ดอนคอน" เป็นเรือหางยาว (หางเครื่องนะไม่ใช่หางเรือ) ขนาดขับเคลื่อน 1 ใบพัด ลำหนึ่งนั่งได้ 4-5 คน เหมือนเดิมให้การบ้านคนขับเรือ หาเรือนพักที่ถูกและดีให้ด้วยนะพี่ ให้เอาไว้คิดเล่นๆ
คนขับพาเรือตะลุยผิวน้ำชมสองฝั่งโขงผ่าน "สี่พันดอน" ก็ดอนในลำน้ำโขง ในฤดูฝนเห็นเพียงยอดไม้ใหญ่ๆ ที่เด่นชัดคือยอดต้นจามจุรีโพล่ไหวๆ มองไม่เห็นพื้นดอน กระจายอยู่หลาย ประมาณ 20 นาที ก็จอดส่งที่ "เรือนพักสันติภาพ" เป็นกระต๊อบเล็กๆ สร้างริมแนวลำน้ำโขงฝั่ง"ดอนเดด" ติดสะพานขนาดใหญ่ข้ามไป "ดอนคอน" ดอนที่พวกเราจะไปดูน้ำตกหลี่ผีกัน (ค่าเรือคนละ 5,000 กีบ) น้ำใจชาวลาวงามหลาย....ขอเปิดเรือนพักเพียงหลังเดียวไม่ต้องกังวลว่าห้องนอนกว้างพอ 9 คนหรือเปล่า เจ้าก๊อกพยายามขอลดราคาแต่คุณลุงเจ้าของเรือนพักไม่ยอมลดราคา พยายามแถมเรือนพักหลังติดกันให้อีกหลัง "เอาแค่หลังเดียว 200 บาท" ก๊อกยืนยันขอเปิดเพียงหลังเดียว "เอาไปเถอะ...ให้เรือนนั้นอีกหลัง" คุณลุงยังยืนยังคำพูดเดิมเป็นอยู่อย่างนี้ ...ไม่มีใครยอมใคร สุดท้ายพวกเราต้องยอมคุณลุง "สองหลังก็สองหลัง...ขอบใจหลาย" อย่างงี้..ก็มีด้วย (ราคาเรือนพัก 1 หลัง 300 บาท ต่อรองแล้ว 2 หลังก็ 300 บาท)
|