เดินป่าช่องเย็น ล่องแพอุ้มผางคี
(หน้าที่ 3)
เพื่อนๆที่นั่งอยู่ในแพยางเมื่อสักครู่นั้น ต่างก็ลอยคอไปตามกระแสน้ำ พวกเราเห็นเหตุการณ์โดยตลอดตั้งแต่วินาทีที่แพยางค่อยๆ เคลื่อนตัว จนวินาทีสุดท้ายที่แพยางคว่ำ พวกเราเร่งนำแพยางของเรา เข้าสู่แก่งดังกล่าวซึ่งก็ผ่านไปด้วยดี และเข้าไปช่วยเพื่อนๆ ซึ่งไม่มีใครตกใจหรือกลัวเลย แถมพากันหัวเราะอย่างสนุกสนาน ซึ่งต่างคนก็ได้กินน้ำไปหลายอึกใหญ่ โชคดีที่หลุดจากแก่งนั้นแล้ว กระแสน้ำไม่แรงนัก เพื่อนๆเลยถูกพัดไปไม่ไกล บางคนก็สามารถตะเกียกตะกายขึ้นฝั่งได้เอง .. ยังนึกไม่ออกเลยว่าถ้าเรานั่งอยู่ในแพยางลำนั้นเราจะสนุกสนานหัวเราะอย่างเพื่อนๆ หรือ ตกใจจนหน้าซีด..
 |
| หมู่บ้านอุ้มผางคี | |
 |
| ความงดงามของบ้านอุ้มผางคี | |
พ้นช่วงนั้นก็ไม่มีแก่งไหน น่าตื่นเต้นอีก พวกเราล่องมาเรื่อยๆ ชื่นมื่นกับต้นไม้น้อยใหญ่สองข้างลำน้ำที่ทุกต้นมีทั้งเฟิร์นและกล้วยไม้นานาพันธุ์ห้อยระโยงระยางเต็มต้น ป้าแต๋ว บอกว่าถ้าถึงหน้ากล้วยไม้ออกดอกที่นี่คงจะสวยน่าดู ล่องมาสักพักเราก็มาถึงหมู่บ้านอุ้มผางคี ความประทับครั้งแรกที่สัมผัสได้คือ รอยยิ้มและดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์ของเด็กกระเหรี่ยงตัวน้อยๆที่จูงมือพากันวิ่งมาต้อนรับ และลอบมองพวกเราด้วยท่วงท่าเอียงอาย พร้อมกับใบหน้าที่เปื้อนเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสียงพูดคุยทักทายภาษากระเหรี่ยงอื้ออึงพวกเราได้แต่ส่งรอยยิ้มตอบกลับไป และพากันเดินไปบ้านที่พี่สมชายจัดให้เป็นที่พัก เป็นบ้านของกระเหรี่ยงคนหนึ่งที่มาดูแลเราตั้งแต่ช่องเย็นนั่นแหละแต่เราจำชื่อไม่ได้อ่ะ แย่จัง
พวกเราเริ่มสำรวจทากกันอีกครั้ง รู้สึกว่าหนูติ๋มจะโดนทากกระหน่ำยิงจนพรุนไปหมด เลือดไหลกระฉูดเลอะเต็มเสื้อผ้า พี่หนุ่ยที่ต้อนรับอยู่ที่บ้านรีบหาทั้งยาเส้นและสเลดพังพอนมาให้พวกเราใช้ห้ามเลือด ส่วนเราโดนไปสองรู ตรงข้อเท้า ไม่ค่อยสาหัสเท่าไหร่ อย่างไรก็ไม่น่าสงสารเท่ากับป้าแต๋วของเรา ที่ไม่รู้ทำอีท่าไหนเจ้าทากตัวน้อยถึงได้มุดเข้าไปเจาะกินเลือดบั้นท้ายได้ แต่เอ... หรือว่าจะสงสารทากตัวนั้นมากกว่าดีนะ อิอิอิ ^^ ย่ำค่ำหลังอาหารมื้อเย็นแสนอร่อย พวกเราก็จับกลุ่มล้อมวงนั่งคุยกับพวกพี่ๆและมีผู้เฒ่า ผู้ใหญ่ในหมู่บ้านเข้ามาพูดคุยทักทาย เรานั่งอยู่ได้ไม่นานเนื่องจากวันนี้พวกเหนื่อยมากเลยขอตัวเข้านอนกันก่อน
สายหมอกยามเช้า ณ. อุ้มผางคี
 |
| มะหน่อประจำหมู่บ้าน | "เช้าแล้ว
เช้าแล้ว ครับ !! ไหนใครบอกว่าจะตื่นตอนตี 3 มาตำข้าวด้วยครกกระเดื่อง ??? เห็นนอนกันเงียบเลย" เสียงของพี่สมชายเจื้อยแจ้วแต่เช้าเลย วันนี้พี่เขาจะพาพวกเราเดินเที่ยวใน บ.อุ้มผางคี เพื่อสัมผัสชีวิตเรียบง่ายและเรียนรู้วัฒนธรรมชาวกระเหรี่ยงที่นี่ ก่อนอื่นเรามารู้จักหมู่บ้านนี้กันก่อน ที่นี่มีผู้อยู่อาศัยประมาณ 43 ครัวเรือน แบ่งเป็นคุ้มๆโดยมีหัวหน้าแต่ละคุ้มทำหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยและชีวิตความเป็นอยู่ของลูกบ้านในคุ้มของตนเอง ไม่มีสถานีอนามัยมีแต่ศูนย์มาเลเรีย และก็มีโรงเรียนระดับประถมศึกษา ชั้น ป.1ป.6 โดยความดูแลของครูจำนวน 3 คน รวมครูอาสาที่ทาง อบต. จัดส่งมาให้ นักเรียนทุกคนจะเรียนฟรี ทางสปอ.จะเป็นผู้รับผิดชอบ ค่าใช้จ่ายทั้งหมด ส่วนสมุดหนังสือและอุปกรณ์การเรียนการสอนจะรับบริจาคจาก หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนหรือกลุ่มคณะต่าง อาชีพหลักชาวกระเหรี่ยงที่ บ้าน อุ้มผางคี คือ เกษตรกรรม ทำนาข้าว ไร่ข้าว (ข้าวไร่ ) ไร่ข้าวโพด และพริก มีชีวิตความเป็นอยู่เรียบง่าย มีวัฒนธรรมเป็นของตนเอง เช่น สาวที่ยังไม่ได้แต่งงานจะแต่งชุดขาวนวลยาวคลุมถึงตาตุ่มมีลวดลายตกแต่งสวยงามและจะถูกเรียกว่า "มะหน่อ" การแต่งตัวจะแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดระหว่างหญิงที่แต่งงานแล้วกับหญิงที่ยังไม่แต่ง หนุ่มๆในคณะของเรามักจะส่งสายตาพร้อมกับรอยยิ้มเสมอเมื่อพบเห็นมะหน่อ เดินไปมาในหมู่บ้าน แต่ละคน สวยน่ารักกันทั้งนั้นเลย ขนาดเราเป็นผู้หญิงเองยังชอบมองเลยล่ะ นอกจากนี้แล้ว ยามว่างงานจากไร่นา ทั้งมะหน่อและแม่บ้านทั้งหลายก็มักจะใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์โดย การทอผ้า จะสังเกตุได้ว่าแทบทุกบ้านจะมีกี่กระตุกตั้งอยู่ใต้ถุนบ้าน พวกเราได้มีโอกาสเข้าไปดูการทอผ้าของมะหน่อคนหนึ่งฝีมือดีมาก สีสันและลวดลายสวยงาม เท่าที่สอบถาม ส่วนใหญ่จะทอผ้าเพื่อใส่เองมากกว่าเพื่อการค้า
 |
เตาของชาวกระเหรี่ยง
ที่นับถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ | ความเชื่อและประเพณีดั้งเดิมยังคงสืบสานต่อไปโดยผู้เฒ่าประจำหมู่บ้านถึงแม้ว่าจะมีพุทธศาสนาเข้ามาเผยแผ่ในหมู่บ้านแล้วก็ตามจากที่เห็นได้ชัดดูเหมือนจะเป็นพีธีกรรมต่างๆที่ยังคงยึดถือปฎิบัติกันมา อย่างเช่น "พิธีกินผี" ซึ่งจะจัดขึ้นช่วงก่อนเข้าพรรษา ทุกบ้านจะมี "เตา" อยู่กลางบ้าน เพื่อใช้ทำพิธี โดยจะเรียกลูกหลานมารวมตัวกันเพื่อประกอบพิธี ทำกันทุกปีเพื่อเป็นศิริมงคลและความเจริญรุ่งเรือง อีกอย่างหนึ่งที่เราสังเกตุเห็น คือ "เส้นสายสิญจน์" จะมีอยู่ทุกบ้านเช่นกัน เรียกว่า "ส่งเคราะห์บ้าน" ซึ่งจะทำกันช่วงสงกรานต์ นอกจากนั้นก็จะมีความเชื่อเล็กๆน้อยที่คนเมืองอย่างพวกเราต้องระมัดระวัง อย่างเช่น ห้ามเคาะพื้น หรือทุบพื้น เพราะจะทำให้เจ้าของบ้าน ล้มป่วย ห้ามจุดเทียนตอนกลางคืน ห้ามนั่งตรงขั้นบันได ห้ามแขวนหรือพาดอะไรที่หัวบันได ห้ามนั่งขวางประตู ห้ามสอยเข็มเย็บผ้าตอนกลางคืน ซึ่งล้วนแต่จะนำพาสิ่งไม่ดีมาสู่เจ้าของบ้าน หรือคนที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้น
ความชื่อเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่เราควรจะต้องเรียนรู้และระมัดระวัง ในเวลาเราไปพักอาศัยอยู่กับพวกเขา ถึงแม้ว่าจะแค่คืนเดียวก็ตาม เพราะเราคงไม่อยากจะทำให้เจ้าของบ้านรู้สึกไม่สบายใจเช่นกัน ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่น่าจะศึกษาและเรียนรู้ ซึ่งก็คงคงต้องใช้เวลามากกว่านี้ พวกเรากลับมาทานอาหารเช้ากันประมาณ 9 โมงได้ จากนั้นถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับเจ้าของบ้านซึ่งให้ที่นอนพร้อมผ้าผวยกับความมีน้ำใจที่สัมผัสได้ด้วยความรู้สึก ถึงแม้ว่าจะเป็นระยะเวลาสั้นเพียงแค่คืนเดียวก็ตาม ความประทับนี้คงติดตรึงไปนานแสนนานจนกว่าเราจะได้กลับมาเยี่ยมเยียนอีกสักครั้ง เราโบกมืออำลาชาว กระเหรี่ยงแห่งบ้านอุ้มผางคี ที่รวมตัวมายืนส่งพวกเราที่ท่าน้ำ เด็กน้อยวิ่งตามริมตลิ่งโบกมือให้พวกเราพร้อมกับรอยยิ้มอันบริสุทธิ์
เราได้แต่พึมพรำอยู่ในใจว่า.. คงได้เจอกันอีกนะ
.อุ้มผางคี
 |
สาวที่แต่งงานแล้ว
ชุดที่ใส่จะเป็นสองส่วน | |
|
 |
สำหรับสาวโสด ชุดจะเป็น
ชุดยาวชิ้นเดียว | |
พวกเราล่องแพยางชมธรรมชาติกันมาเรื่อยๆ วันนี้สบาย สบาย ไม่มีแก่งให้ลุ้นระทึกอย่างเช่นเมื่อวาน เราใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆก็จะถึง บ้านเปโดทะ และต่อรถ 4WD เข้าสู่ อ.อุ้มผาง อีกประมาณ 20 กิโล เมตร จะถึง บ.เปโดทะ มีคณะจากกิฟท์เฮ้าส์ มารับพวกเราที่ท่าน้ำ พี่เขาคงเห็นว่าพวกเราคงจะหิวเลยซื้อ กล้วยแขกทอดมาฝาก พวกเราก็หนุบหนับๆ กินกันอย่างเอร็ดอร่อย (สงสัยจะหิวจริง ) ^-^ จู่ๆ ป้าแต๋ว ก็เดินมาสะกิดแขนเราแล้วก็ซิบบอกว่า มีข่าวร้ายจะบอก เราก็หน้าเอ๋อล่ะสิ ถามกลับไปว่าข่าวร้ายอะไรเหรอป้า พี่แกไม่ตอบแต่กลับแบมือให้เราดูอะไรบางสิ่งบางอย่าง โอ้ยโหย๋ว !!! ฟันนี่หว่า !!! แล้วแกก็บอกว่าฟันหักอ่ะ กล้วยแขกทอดทำพิษอ่ะ เราปล่อยก๊าก จนเพื่อนๆสงสัยเราหัวเราะอะไร ป้าแกก็ส่งซิกเหมือนกับว่าจะไม่ให้บอก ท้ายสุดแกก็อึกๆ อักๆ บอกออกไปว่าฟันแกหัก แถมเป็นซีกหน้าด้วย เท่านั้นแหละสมาชิกทุกคนหัวเราะกันลั่นเลย รวมทั้งพี่ที่เขาซื้อกล้วยแขกทอดมาฝากด้วย ทุกคนพยายามจะขอดู ป้าแกก็ไม่ให้ดู แหย่ให้ยิ้มแกก็ก้มหน้าก้มตาไม่ยอมยิ้ม จนเพื่อนๆ ล้อกันใหญ่ โธ่..โถ น่าฉงฉานจิงๆมีฮาอีกแล้วป้าเรา เฮ้อ .. ไม่น่าเชื่อว่าทริปนี้จะจบด้วย เหงือกจ๋าฟันลาก่อน โดยมีป้าแต๋วเป็นนางเอก แล้วนี่จะหาพระเอกได้ที่ไหนเนี่ย ใครช่วยป้าแกทีเถอะ ^_^
นับว่าเป็นทริปที่เราประทับใจมากทริปหนึ่งเพราะได้อรรถรสครบทุกรูปแบบอย่างสมบูรณ์ทั้งการเดินทางไกล
ลุยฝ่าดงทาก ล่องแพยาง และได้สัมผัสชีวิตเรียบง่ายและเรียนรู้วัฒนธรรมของชาวกระเหรี่ยงอุ้มผางคี ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณทีมงานจากกิฟท์เฮ้าส์ ที่อำนวยความสะดวกดูแลพวกเราอย่างดีตั้งแต่จุดเริ่มเดินที่ช่องเย็นจนกระทั่งสิ้นสุดทริปที่กิฟท์เฮ้าส์ รีสอร์ท
 
|