ภูแว
เรื่องโดย หญิงเหล็ก , ภาพโดย เอเวอร์เรสต์ , กันยายน 2002
| |
น้าผู้หญิงในหมู่บ้าน น่ารักมาก เค้าคงเห็นพวกเราท่าทางคงเก้ๆ กังๆ ... ก็เลยเอากาละมังใบเบ้อเร่อเลยมายื่นให้ บอกว่าเดี๋ยวหกออกมาหมด .. นี่แหละน้ำใจของชาวชนบทเนอะ ถึงจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ซาบซึ้งนะ
ก่อนที่จะลงมาจากยอดเขา พวกเราก็นั่งชื่นชมความสูงและสูดความภูมิใจเก็บไว้กันซักพักนึงให้ชื่นใจ ก่อนที่จะลงไปตั้งแค้มป์ข้างล่าง ... |
|
... บ้านห้วยปู้ด .. กับความประทับใจเล็กๆ น้อยๆ ...
คราวนี้พวกเราไปเที่ยวกันค่อนข้างแพงกว่าทริปที่ผ่านๆ มา เพราะนั่งรถตู้ไปแล้วมีกันแค่ ๕ คนเท่านั้น ครบองค์ประชุมก็ออกเดินทางประมาณ ๓ ทุ่ม มุ่งหน้าขึ้นเหนือสู่เมืองน่าน
 |
| ทิวทัศน์เส้นทางขึ้นภูแว | เริ่มเข้าสู่จังหวัดน่าน พระอาทิตย์เริ่มโผล่มาทักทายท้องฟ้าแล้ว เห็นสายหมอกปกคลุมตามข้างทางทั่วไป อากาศข้างนอกกำลังเย็นสบายไม่หนาวเกินไป (คิดแล้วก็อิจฉาคนต่างจังหวัดที่ได้สัมผัสอากาศแบบนี้ตลอดเวลาเลย) เข้าตัวอำเภอเมืองน่านประมาณ ๘ โมงกว่าก็แวะตลาดไปหาน้องมุย แล้วก็ไปกินข้าวจ่ายตลาด ตลาดใกล้จะวายแล้วล่ะก็หาซื้อพวกกับข้าวไปทำกินบนดอยไง กะกันไม่ค่อยถูกหรอก (ก็แต่ละคนน่ะ เคยเข้าตลาดจังเลยนะ) แต่ก็เดาๆ เอานะ ที่สำคัญ พวกเราซื้อน้ำไปค่อนข้างเยอะนะ (ปลอดภัยไว้ก่อน) ก็มีน้ำขวดลิตรครึ่งถือขึ้นไปคนละขวด แล้วก็ซื้อน้ำขวด ๑ ลิตรไปอีกสองโหล พวกเราก็แบ่งมาแบกกันเองด้วย พี่ลูกหาบก็แบกน้ำบ้างบางส่วน (เพราะมีลูกหาบแค่ ๒ คน จริงๆ ขอไว้ ๓ ไง ก็เลยช่วยๆ กันแบกด้วย ไม่งั้นเค้าจะเป็นลมกันซะก่อน .. ก็คนเหมือนกันนะไม่ใช่ซูเปอร์แมน) .. ยอมหนักหน่อยดีกว่าไม่มีน้ำกินนะ (พี่ลูกหาบเค้ามีแกลลอนเล็กๆ ไปอีก ๑ ใบด้วยน่ะ)
กว่าจะออกจากตลาดได้ก็เกือบ ๑๐ โมงแล้ว ก็ไปถึงที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคาประมาณเที่ยง (มีการหลงทางไปเล็กน้อย .. ไม่อยากจะบอกว่าทริปนี้พวกเราหลงกันบ่อยมาก เดินในป่าก็ขอหลงซักนิดพอตื่นเต้นน่ะ แต่โชคดีที่กลับตัวทันยังพอกู่กลับได้) แล้วเข้าไปติดต่อเจ้าหน้าที่ พวกเราไปถึงช้ากว่าที่บอกเค้าไว้ตั้งนาน (บอกว่าจะไปถึงเช้าๆ แต่มันเที่ยงแล้ว) โชคดีที่ยังเหลือคนนำทางอยู่อีกคน (คนที่เค้าจัดให้เราเค้าพาอีกกลุ่มขึ้นไปแต่เช้าแล้ว) เค้าก็ตามให้เรา แล้วก็เจออีกกลุ่มจะขึ้นเหมือนกัน ๑๐ กว่าคนได้ ก็เลยขึ้นพร้อมกัน (มีลูกหาบกลุ่มละ ๒ คนนะ เค้าคิดวันละ ๑๕๐ บาทต่อคน แต่จริงๆ ก็ให้เค้าไป ๒๐๐ แหละ เหนื่อยออก) ต้องนั่งรถออกไปเริ่มเดินกันที่สถานีอนามัยหมู่ที่ ๓ ต.ขุนน่าน อ.เฉลิมพระเกียรติ ประมาณบ่าย ๒ ครึ่งนิดๆ เริ่มเดินขึ้นก็เห็นความโหดได้ทันที เพราะทางมันขึ้นจริงๆ ขึ้นโดยตลอดเลยด้วย บางช่วง (หลายช่วง) ก็ชันมาก เดินไปหยุดพักไปตลอดทางเลย หนกเดินเก่งนะ เพิ่งมาเดินครั้งแรกนะเนี่ย .. เดินเร็วแล้วก็ไม่บ่นเลยด้วย หลังๆ ก็เริ่มเดินไปถ่ายรูปไป (เป็นข้ออ้างที่ดีในการพักเหนื่อยนะ ไม่เสียฟอร์มด้วย) แล้วพวกเราก็ตะกายไปถึงที่พักคืนนี้จนได้ ถึงที่บ้านห้วยปู้ดประมาณ ๕ โมงเย็น ที่นี่เป็นแหล่งน้ำแหล่งสุดท้ายแล้ว คืนนี้ยังมีน้ำกินน้ำใช้เหลือเฟือ ใครใคร่กินก็กิน ใครใคร่อาบก็อาบ ที่นี่เค้าน่ารักนะมี "เรือนรับรอง" ให้คนเดินทางด้วย เป็นเรือนไม้ไผ่ทั้งหลัง ตอนเข้าไปในนั้นครั้งแรกเราก็คิดอยู่ว่าจะออกมานอนเต็นท์ข้างนอกดีกว่ามั้ย เพื่อความปลอดภัยในสวัสดิภาพของเราเอง เพราะพื้นเป็นแค่เอาไม้ไผ่วางพาดบนคานไม้เป็นแนวๆ ไปน่ะ เวลาเดินทีก็ยวบยาบเลย แถมยังมีรูแอบดูพื้นข้างล่างจากคนก่อนๆ บางรูฝากเอาไว้ให้ดูต่างหน้าอีกด้วย แต่เนื่องจากที่บริเวณนั้นยากแก่การหาทำเลกางเต็นท์เพราะค่อนข้างจะลาดเอียงโดยตลอด ก็เลยตัดใจนอนในเรือนรับรองกันทุกคน (พื้นมันจะมาพังเอาตอนพวกเรานอนก็ให้รู้กันไปสิ)
 |
| หมู่บ้านห้วยปู๊ด | |
 |
| ยามเช้า ณ บ้านห้วยปู๊ด | |
พอหามุมนอนกันได้แล้วก็จัดการกับข้าวเย็น ของอะไรที่ควรจะล้างทำความสะอาดหรือหั่นเอาไว้ก่อนได้ก็จัดการกันตั้งแต่วันนี้ เพราะคงไม่เหมาะแน่ถ้าจะขึ้นไปล้างผักข้างบนยอดภูแว (จะเอาน้ำที่ไหนล่ะ) หรือถ้าจะไม่ล้างเลยก็คงจะเป็นการรบกวนระบบขับถ่ายของพวกเรามากเกินไป ตอนที่ล้างผักล้างหมูกันอยู่น่ะ มีคุณน้าผู้หญิงคนนึงเป็นชาวบ้านน่ะแหละ น่ารักมาก เค้าคงเห็นพวกเรามีของเยอะมั้ง แล้วก็ล้างใส่ถุงมั่งถาดมั่ง ทำท่าจะล้นออกมาที่พื้น ท่าทางคงเก้ๆ กังๆ น่าสงสาร เค้าก็เลยเอากาละมังใบเบ้อเร่อเลยมายื่นให้ บอกว่าเดี๋ยวหกออกมาหมด .. นี่แหละน้ำใจของชาวชนบทเนอะ ถึงจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ซาบซึ้งนะ
ทำกับข้าวเสร็จเรียบร้อยก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวเข้านอน (ถึงจะมีน้ำให้ใช้เหลือเฟือแต่พอตกดึกอากาศก็ไม่ชวนให้อาบเลยจนนิดเดียว แค่ล้างหน้าแปรงฟันก็พอแล้ว)
... ชื่นชมธรรมชาติและสูดความภูมิใจ ...
 |
ที่พักของนักท่องเที่ยว
บนหมู่บ้านชาวเขา | ตื่นเช้ามาสิ่งแรกที่เห็นและเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่งก็คือ มีผู้หญิงสองคนนอนขดกันอยู่บนผ้ายางเดียวกับที่พวกเราเอามาปูรองนอน (ผืนมันค่อนข้างใหญ่น่ะปูทีก็ครึ่งบ้านแล้ว) และเอาถุงนอนกางคลี่ออกมาคลุมตัวไว้ โดยที่สองคนนั้นเค้าไม่มีส่วนใดของร่างกายหลุดรอดออกมาจากใต้ถุงนอนเลยนะ เก่งจริงๆ สงสารเค้าเหมือนกันนะ (กลุ่มที่ขึ้นมาพร้อมกับพวกเรานั่นแหละ) พวกเค้าคงเอาอุปกรณ์มาไม่พร้อม ท่าทางจะหนาวน่าดู ขนาดเรามีถุงนอนเป็นของตัวเองก็ยังว่าอากาศมันหนาวเลยนะ แล้วก็อยากจะขอโทษตรงนี้ด้วยว่าเราไปถีบโดนเค้าหลายทีเหมือนกัน ตอนแรกนึกว่าเป็นเป้ของพวกเราที่วางเอาไว้ตรงปลายเท้า (ก็ใครจะไปรู้ว่าเค้าจะมานอนกันตรงนั้นล่ะ ตอนเราหลับเค้ายังไม่มาเลยนี่นา) .. ก็ตอนเราหลับๆ อยู่แล้วเผอิญตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะรู้สึกเหมือนขาไปโดนอะไรซักอย่าง ก็นึกว่าเป็นเป้ของพวกเราไง แต่ตอนนั้นงัวเงียอยู่ ก็นึกอยู่ในใจว่า .. ถ้าขาเราสัมผัสกับเป้แสดงว่าเรานอนดิ้นมากจนไหลไปอีกฟากหนึ่งของตัวบ้านเลยสิ ว่าแล้วก็ถีบตัวสุดฤทธิ์จะพุ่งกลับขึ้นมาฝั่งเดิม แต่พอเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นว่าหัวเราเกือบจะโหม่งฝาบ้านฝั่งหัวนอนเราอยู่แล้ว ... มันอยู่ใกล้ๆ นี่เองนี่นา เอ๊ะ .. แล้วอะไรอยู่ที่เท้าเราล่ะ .. กว่าจะรู้ตัวก็ถีบไปหลายทีอยู่ เค้าคงอยากโผล่ขึ้นมาด่าเหมือนกันแหละ แต่อากาศไม่เป็นใจคงจะขดแข็งอยู่ใต้ถุงนอนอยู่น่ะ
 |
| ทางขึ้นภูแว พื้นที่จะเป็นทุ่งหญ้า | พอตื่นขึ้นมาแล้วก็จัดการกับอาหารเช้าแล้วก็ทำเผื่อกลางวันเอาไว้ด้วยเลย มีเงาะกระป๋องกินด้วยนะ วางแช่ไว้ตั้งแต่เมื่อคืน เช้านี้ก็เย็นกินได้เลย พวกเราออกเดินจากบ้านห้วยปู้ดประมาณ ๑๐ โมงเช้า เดินไปช่วงแรกยังไม่ค่อยชันมาก แต่หลังจากพักกลางวันกินข้าวแล้วเนี่ยสิ เดินขึ้นและขึ้นไต่ระดับขึ้นไปโดยตลอด หายใจแทบไม่ทัน มาช่วงสุดท้ายก่อนจะถึงที่พักน่ะอยากจะร้องไห้ ก็พวกเราต้องเดินอ้อมยอดสูงสุดของภูแวลงไปอีกฟากนึงน่ะถึงจะมีที่กางเต็นท์ได้ แล้วยอดภูแวที่เห็นก็คือยอดเขาที่มีแต่หญ้าคาและหินปูน .. ต้องเดินลัดเลาะไปตามหินปูนน่ะ คิดดูสิว่ามันน่าหวาดเสียวแค่ไหน ขาขึ้นน่ะพอทนเพราะมันแต่ก้มหน้าก้มตาปีน มองไม่เห็นข้างหลัง แต่ขาลงเนี่ยสิเห็นความเวิ้งว้างข้างหน้าดีจังเลย .. ขามันก็สั่นไปตามภาพที่เห็นน่ะ แต่ก่อนที่จะลงมาจากยอดนั้นพวกเราก็นั่งชื่นชมความสูงและสูดความภูมิใจเก็บไว้กันซักพักนึงให้ชื่นใจก่อนที่จะลงไปตั้งแค้มป์ข้างล่าง ตรงที่พักถึงจะไม่ใช่อยู่บนยอดเขาแต่มันก็เป็นสันเขาอยู่ดีซึ่งลมโกรกมาก .. หาที่กางเต็นท์ไม่ค่อยมีเลยต้องปราบหญ้ากันเล็กน้อย แล้วค่อยทำกับข้าวกัน เนื่องจากลมมันพัดแรงมากคืนนี้ก็เลยหนาวกว่าทุกๆ คืน พอพระอาทิตย์ยังไม่ทันตกพ้นขอบฟ้าดีก็เริ่มเย็นยะเยือกแล้ว (โชคดี ได้เห็นพระอาทิตย์อำลาขอบฟ้าไปอย่างสวยงามเหมือนเดิม) พวกเราก็นั่งล้อมวงรอบกองไฟ กินข้าวเสร็จแล้วก็เก็บข้าวของและนั่งคุยกันซักพักค่อยแยกย้ายกันไปเข้านอน (นั่งรอบกองไฟกันน่ะ ไม่ใช่จะอยากได้บรรยากาศอะไรมากมายหรอก .. จริงๆ ก็อยากได้บ้างแหละนะ .. แต่เหตุผลหลักก็คือกองไฟกองนั้นเป็นแหล่งพลังงานแหล่งเดียวที่ให้ความร้อนได้ในบริเวณนั้นน่ะสิ) พวกเรายังเหลือผลไม้กระป๋องอีก ๑ กระป๋องนะ วางไว้หน้าเต็นท์แหละ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าก็เย็นพอดี
|