หน้าแรก > บันทึกการเดินทาง > คนกวนทวนสายน้ำ
ส่งหน้านี้ให้เพื่อน
พิมพ์ พิมพ์หน้านี้
บุ๊คมาร์คหน้านี้

ดูรูปทั้งหมดในการเดินทางนี้ คนกวนทวนสายน้ำ

เรื่องโดย นังรอง , ภาพโดย หมึกดำ , สิงหาคม 2002

 
เสบียงเพียบ ถุงนอน เต้นท์ ชูชีพพร้อม ก็เริ่มออกเดินทางกันเลย โฟว์วิวสีขาวพาเราฝ่าสายฝนปรอย แวะซื้อน้ำมันสำหรับเรือ น้ำแข็งสำหรับคนอีกนิดหน่อย ก็เลี้ยวเข้าป่ากันได้เลย ส่วนน้ำใจไม่ต้องซื้อหา แวะบ้านไหนเดี๋ยวก็มังคุด เดี๋ยวก็ลองกอง เงาะ กินแล้วติดใจทั้งรสชาติ รสใจ แต่ก็ยังไม่วาย รถวิ่งผ่านสวนเงาะทีไร ไม่รู้เป็นไงลูกเงาะหลุดติดมือมาทุกที ฮี่..ฮี่
 
 

          หลังจากอาภรชิ้นสุดท้ายได้ถูกปลดเปลื้องออกไป เหลือเพียงกายเปลือยเปล่า เมื่อมองไล่จากปลายนิ้ว      ท่อนแขน ผ่านหน้าอก ลำตัว (เซนเซอร์) ท่อนขา หน้าแข้งจดปลายเท้า อี๋! โทษทีครับ นี่ไม่ใช่นิยายอีโรติคที่ไหนนานี่มัน บันทึกคนเดินป่า อย่าเพิ่งคิดไกลไปถึงไหน ไอ้ที่ว่ามาน่ะดูไม่ได้เลย ปลายนิ้วเต็มไปด้วยแผลนับสิบ มือแขนดำเกรียมเรื่อยมาขาวเอาตรงหัวไหล่ ท่อนขาหน้าแข้งบวมช้ำ ซ้ำด้วยรอยฝากคันๆจากตัวริ้นทั้งมือเท้า ล้วนเป็นของฝากจากการเดินทางครั้งนี้ทั้งสิ้น ไปทำอะไรมา หน้าดำเชียว? ไปโดนอะไรมา หน้าเป็นแผลยาว สาวข่วนหรือไง? จะมีสักกี่ครั้งที่ไม่ก้มหน้าด๊ำดำหลบ จะมีสักกี่หนที่ไม่บ่นแสบแผล แต่กลับยิ้มๆแล้วตอบว่า "เข้าป่ามาคับพี่"

----- o -----

ปฐมบท
          พวกเราชะเง้อคอมองเมื่อกระบะสีเขียวเสี้ยวเข้ามาสายตาเพ่งดูว่าใครเป็นคนมารับพี่เก่งทำท่าจะเดินออก

ขณะลำเลียงข้าวของลงเรือ
ไปหาแต่พี่นันท์อยู่ใกล้กว่าเลยเดินตัดหน้าไปที่ประตูรถจะอ้าปากทัก แต่ก็ต้องชะงักเสียก่อน..ใครหว่าไม่รู้จัก แต่ว!!!  เกือบหน้าแตกแล้วมั๊ยล่ะ พวกเราที่เหลืออมยิ้มกันใหญ่ แต่ในใจก็นึกพูดว่า เกือบไปเหมือนกั๊น...กู ไม่นานกระบะเขียวอีกคันก็มารับ บนเส้นทางระนอง-ราชกรูด ป่าเขียวๆ ฟ้าฉ่ำๆ ทำอะไรจะสบายใจกว่านั่งหลังกระบะอย่างนี้ กำลังนั่งชมวิวเพลินๆรถดันหักเลี้ยวเข้าปั๊มน้ำมัน "305 บาท" วู๊ดดี้บอกกับเด็กปั๊ม พี่เก่งทำหน้านิ่วมองมัน พี่นันทน์ทำหน้าอึ้ง ส่วนเด็กปั๊ม เอ๋อไปเลยเติมเสร็จรับเงินแล้วก็ยังทำหน้างงไม่หาย พึมพัมกับเพื่อนเด็กปั๊มอีกคน นั่นไง! พี่เริ่มสนใจผมแล้ว วู๊ดดี้หันมาบอกกับพี่เก่งแล้วออกรถ "คนเราเดี๋ยวนี้มันไม่ค่อยสนใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกันคนกรุงเทพฯกับคนต่างจังหวัดนี่ต่างกัน พี่เพียงอยากทดสอบดูอยากให้คนสนใจกันเองบ้าง" พี่พงศาต้นตำรับ อธิบายให้ฟังบนโต๊ะอาหารเช้า "งั้นผมเอามั่ง 297 บาท 75 ตังค์" พี่นันทน์ว่า "ก็โดนเด็กปั๊มมันเตะดิ" ผมกล่าวแทรก 297 กับ 300 กด 3 ปุ่มเท่ากัน มันว่าไม่ได้ แต่มีเศษตังค์ต้องกดเพิ่มอีกตั้ง 3 ปุ่มแน่ะ เสบียงเพียบ ถุงนอน เต็นท์ ชูชีพ พร้อม ก็เริ่มออกเดินทางกันเลย โฟว์วิวสีขาวพาเราฝ่าสายฝนปรอย แวะซื้อน้ำมันสำหรับเรือ น้ำแข็งสำหรับคนอีกนิดหน่อย ก็เลี้ยวเข้าป่ากันได้เลย ส่วนน้ำใจไม่ต้องซื้อหาแวะบ้านไหนเดี๋ยวก็มังคุด เดี๋ยวก็ลองกอง เงาะ กินแล้วติดใจทั้งรสชาติ รสใจ แต่ก็ยังไม่วาย รถวิ่งผ่านสวนเงาะทีไร ไม่รู้เป็นไงลูกเงาะหลุดติดมือมาทุกที ฮี่..ฮี่

----- o -----

ทวน..แก่ง
          เสียงเครื่องยนต์เรือที่แผดเสียงก้องทั่วคุ้งน้ำ ส่งเราให้ทะยานสวนกระแสน้ำขึ้นไปเรื่อยๆ เราละสายตาจาก

เร่งอีกลูกพี่...จะพ้นแล้ววว
  แมกไม้สองข้างทางไปข้างหน้า ภาพน้ำเต้นแตกฟองขาวแสดงให้เห็นว่ามีแก่งอยู่ข้างหน้า มือไม้เกร็งขึ้นมาอย่างอัตโนมัติ เตรียมลุ้น เรือของเราวิ่งเข้าหาแก่งทุกทีทุกที แล้วเลยผ่านไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น อ้าว!แล้วเราตื่นเต้นทำไมเนี่ยะผ่านไปอีก 2-3 แก่งก็ถึงที่หมายคุ้นตา โดมอหังการ หลังอาหารกลางวัน พวกเราได้เรือเพิ่มอีกลำเพราะพี่กอล์ฟคำนวณน้ำหนักคนรวมของแล้ว เรือสองลำคงไม่พอ เราย้ายไปนั่งเรือลำใหม่ ซึ่งถ่ายเสบียงไว้เป็นหลักพี่แอ๊ดเป็นนายท้ายขับเรือ ซึ่งพี่แอ๊ดเองก็ยังไม่เคยไป ในที่ๆ เราจะไปกันเลย พี่เชษฐ์เป็นหัวเรือ ประสบการณ์ล่มเรือตั้งแต่ออกตัวไม่ถึง 50 เมตรจากนั้นก็ไม่มีใครเคยให้พี่เชษฐ์เป็นหัวเรืออีกเลย ก่อนออกเรือพี่ไข่มือหนึ่งในการขับเรือแสดงความเป็นห่วงด้วยการบอกว่าแบ่งข้าวไปเรือลำอื่นบ้างไหม ถ้ายังไงจะได้เหลือข้าวไว้กันบ้างได้ยินอย่างนี้ผู้โดยสารอย่างเราก็หนาว...วสิ


          แก่งน้ำตอนบนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ บางแห่งทิ้งระดับต่างกันเป็นศอกหัวเรือหรือนายหัวมีหน้าที่ดูก้อนหินใหญ่ใต้น้ำที่ขวางอยู่ เพื่อบอกร่องน้ำแก่นายท้าย มีไม้ไผ่เป็นอาวุธ คอยถ่อใ ห้เรือพ้นจากแก่งหินและสองข้างทางเวลาเรือแถเข้าใส่ ส่วนต้นไม้เหนือหัวก็ตัวใครตัวมันล่ะท่านผู้ชม นายท้ายหน้าที่ขับเรือให้วิ่งตามล่องน้ำและส่งกำลัง

ภาพใบพัดที่หมดสภาพแล้วว
ให้เรือทะยานต้านกระแสน้ำผ่านแก่งต่างๆให้ได้ ผ่านไปได้ 3-4 แก่งใหญ่ กับหลายโค้งน้ำเชี่ยวดูความมั่นใจของทั้งสองจะเพิ่มขึ้นมาก   พวกเราผ่านแก่งยากๆมาได้หมดจนถึงเหวพงจึงต้องลงเดินขึ้นไปรอด้านบนปล่อยให้นายหัว นายท้าย แสดงฝีมือกันเอง เพราะเหวพงเป็นจุดที่ยากมาก น้ำทิ้งระดับต่างกันเป็นเมตร แคบและคดเคี้ยวแต่ทุกลำก็ผ่านมาด้วยดี มีใบพัดบิ่นกันไปบ้าง โดยเฉพาะลำที่น้องเก๋นั่งพ้นเหวพงไป แก่งดูจะใหญ่และยากขึ้นเรื่อยๆ แต่พอผ่านได้เรื่อยๆเราเลยสบายใจนั่งชมวิวสองข้างทาง กระเต็นอกขาวบินนำหน้าเรือไปเรื่อย เด้าลมบินโฉบน้ำไปมาเกาะบนแก่งกระดกหางดิ๊กๆ "ระวังหนาม" เราก้มหลบตามสัญชาติญาณเมื่อได้ยินเสียงเตือน แต่ช้าไป เสียงฟืบฟาบผ่านไป เงยหัวขึ้นมาสำรวจดูพบว่านิ้วมือซ้ายมีหนามปักคาอีกหลายอัน กับแผลฉีกขาดจากหนามเกี่ยวอีกนับสิบเลือดซึมๆแสบพอเรียกสติให้กลับมา ไม่เผลอตัวอย่างเมื่อกี้ ผ่านแก่งยากๆไปได้เยอะ จนมีคำถามว่า แก่งที่ไหนนะที่ยากที่สุด อยากจะถามพี่เขาเหมือนกัน แต่เปลี่ยนใจไว้พิสูจน์เองกับตากับตัวเองดีกว่า เสียงเครื่องยนต์เงียบลงแล้ว หลังจากผ่านแก่งใหญ่ๆ ติดๆ กัน 2-3 แก่งรวดเราก็แวะที่หาดทรายแห่งหนึ่ง ข้างๆแก่งชื่อว่า แก่งหีบหม้อ พี่เชษฐ์หันไปคุยกับพี่เอ๊ดข้ามหัวเราอย่างภูมิใจว่า นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ขึ้นมาถึงที่นี่ แก่งก็ไม่เคยผ่าน ร่องน้ำก็ไม่เคยรู้ หู๊..ฟังแล้วหนาววว เรารอดมาได้ไงนี่ ถ้าบอกกันก่อนอย่าหวังว่าจะมาด้วยเล้ย


----- o -----

เก๋..ซะ
          รอกันอยู่พักใหญ่ๆ กว่าเรือลำสุดท้ายจะโผล่หัวมาอย่างเงียบเชียบ อ้าว!ไหงถ่อเรือกันมา "เฮ้ย! ว่างมากหรือไงถึงได้ถ่อเรือกันมา" พวกเราที่ถึงก่อนส่งเสียงแซวไป พี่นันทน์สวนมา "ห่าน..เหนื่อยจะตาย แกไม่เห็นหรือไง ใบพัดเรือถูกกินหมดแล้ว"  "พี่บอกแกแล้วว่าอย่านั่งเรือลำเดียวกับไอ้เก๋" พี่เก่งเริ่ม  "จริงๆคับพี่ ใบพัด 3-4 ใบ

พี่นันทร์กับยัยเก๋ ที่ต้องออกแรงถ่อเรือเอง ฮิๆๆๆ

มันกินบิ่นหมดเลย"
น้องเก๋ยังไม่หายทำหน้างงที่จู่ๆ ก็กลายเป็นแพะไปเฉยเลย เชษฐ์ตะโกนมา "เก๋ เป็นอะไรหรือเปล่า ฟันเหล็กยังอยู่ดีหรือเปล่า ถ้าเป็นอะไรไปด้วยล่ะแย่เลย หน้าตาก็ไม่ค่อยดีอยู่แล้ว ที่ดูดีสุดก็ฟันเหล็กนี่แหละ ถ้าเป็นอะไรไปอีกจะขายออกมั๊ยเนี่ยะ.. น้องสาวผม" โอโห๊ชมหรือเป็นห่วงว่ะเนี่ยะ ไอ้เก๋เป็นใครเนี่ยะ? ทำไมใครๆ ก็รักขนาดนี้ จริงๆแล้วเก๋ไม่ได้มีความผิดอะไรเลย นอกจากที่มาเที่ยวคราวก่อน เก๋กุลสตรีไทยผู้มีน้ำใจเอื้อเฟื้อ เห็นทุกคนสาละวนกับการทำกับข้าวจึงอยากจะช่วยด้วยการเอาหน่อไม้ไปล้าง หิ้วถุงหน่อไม้ไป จุ้มลงในน้ำยกขึ้นมาแล้วตะโกนว่า "พี่หน่อไม้หาย" คิดดูหน่อไม้มีอยู่นิดเดียวดันทำไหลไปตามน้ำเกือบครึ่งซะเนี๊ยะ ที่สำคัญยังไม่รู้ตัวหันมาทำหน้าซื่อ สงสัยว่าหน่อไม้หายไปได้ไง ... เฮ้อ

          หลังอาหารเย็นข้างกองไฟ บทสนทนาใต้แสงดาวเริ่มขึ้นเหมือนทุกครั้ง พี่กอล์ฟถามถึงแก่งที่อื่นๆ บ้างว่าเป็นอย่างไร พี่เก่ง พี่นันทน์ เล่าถึง ทีลอเร น้ำเข็ก แก่งหินเพิง เลยไปถึงอันตรายจากการล่องแพ พี่นันทน์บอก ตก

แก่งหีบหม้อ ที่พักแรมของคณะเราเองงง
แพไม่อันตรายมากหรอก ตกแพเมื่อไรให้เก็บคอ งอเข่า เท้าชิด แล้วนับ 1001 1002 1003 ปลดร่มที่ 1 ถ้าไม่กาง ปลดร่มที่ 2 ยัยเก๋ฟังอย่างตั้งใจจนทนไม่ไหว "พี่ชูชีพมันมีร่มด้วยเหรอ"  ฮาวงแตกอีกแล้วน้อง แล้ววงก็แตกจริงๆ เมื่อน้องฝนทิ้งตัวลงมาหนาเม็ดขึ้นเรื่อยๆ เราเข้าเต็นท์แล้วหลับไปทันที ตื่นมา 2-3 ครั้ง ตรวจเต็นท์ว่าน้ำรั่วเข้ามารึเปล่า ก็ได้ยินเสียงยัยเก๋คุยอยู่ทางปลายเท้า ตื่นมาอีกที เสียงยัยเก๋มาคุยทางหัวแทน ตื่นมาอีกครั้งก็สว่างแล้วโผล่หัวออกมาจากเต็นท์ก็เจอยัยเก๋กำลังนั่งแปรงฟันอยู่ริมน้ำ อ๊ะ! หล่อนไม่หลับไม่นอนเลยหรืองัย  เก๋หันกลับมาทักและถามว่า "พี่ๆ เมื่อคืนได้ยินเสียงเสือรึเปล่า?" หล่อนถามไปจนครบเกือบทุกคน จนพี่กอล์ฟทนไม่ไหว จึงตอบกลับไปว่า  "เสือบ้านแกสิอยู่บนฟ้า"


----- o -----


อ่านต่อหน้า . 1 . 2 . 3   อ่านต่อหน้า 2 >>
อ่านบันทึกการเดินทางเรื่องอื่น ๆ  
พิมพ์ พิมพ์หน้านี้   ส่งหน้านี้ให้เพื่อน   บุ๊คมาร์คหน้านี้