เล่าเรื่องสายหมอก...บนยอดพ่อตาหลวงแก้ว
(หน้าที่ 3)
ยินดีต้อนรับ.....เจ้าไข่แดง
 |
| ไข่แดงเริ่มปรากฏตัว | รุ่งเช้าของวันใหม่ รอบกายอบอวนด้วยอากาศเย็น ความรู้สึกเหมือนพักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่ใช่กังวลว่าจะเจอเหตุการณ์ตื่นเต้นตอนกลางคืน ถึงแม้จะนอนขวางด่านสัตว์ป่าอยู่ แต่พื้นที่ที่มีจำกัดภายใต้ฟลายซีตขนาดกลาง 7 ชีวิตที่นอนรวมกันอย่างใกล้ชิด...เนื่องจากเกรงว่าคนนอนริมจะกลิ้งตกเขาไป ดังนั้นหากมีคนใดพลิกตัว ....คนข้างๆ ก็จะพลอยตื่นและพลิกตัวตามกันเป็นทอด ๆ เหมือนเล่นโดมิโน ตลอดทั้งคืน
"พระอาทิตย์จะขึ้นแล้วครับ ตื่นไปดูกันเถอะ" เสียงพี่ไข่นุ้ยบอก
"ไป...ไป...ไป..." ลุกขึ้นคว้าถุงนอนพันตัวไปด้วย
อีกแล้ว....ทำอย่างนี้อีกแล้ว....พระอาทิตย์ขึ้นงามเหลือเกิน ทะเลหมอกจากเย็นวานฟูเต็มยอดเขา เหมือนไปเที่ยวภาคเหนือช่วงหน้าหนาวเลย แต่ที่นี่....หน้าร้อนทางภาคใต้ยังมีทะเลหมอกให้ชมสุดสายตา ประทับใจจริงๆ
"ฟ้า ..สวยจัง" หลายคนอุทาน จนเรารู้สึกอิจฉาคนชื่อฟ้า
นายไข่แดงใกล้จะโพล่ แสงสีทองเริ่มสาดส่องเป็นประกายกระทบทะเลหมอก ท้องฟ้าหลากหลายสีสรร สักพักก็โพล่พ้นแนวขอบฟ้า แสงสีต่างๆ ก็เลือนหาย ทะเลหมอกเริ่มยุบตัว เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าทุกชีวิตต้องดำเนินต่อไป
 |
กระสุนพระอินทร์ เวลาขดตัว
จะกลมเหมือนเหรียญบาท | |
 |
คณะชุดสำรวจโตนพันเมตร
| | มื้อเช้าไม่ได้เตรียมขึ้นมาสำหรับวันนี้ ต้องรีบลงไปที่เหมือง มีเพียงน้ำที่เหลือในขวดจากเมื่อวานเพียงครึ่งขวดเป็นเสบียงติดเป้อยู่ 7.30 น. พวกเราเร่งฝีเท้าลงจากยอดพ่อตาหลวงแก้ว รู้สึกว่าเดินขาปัดๆ ไม่ค่อยจะมีแรงเลย
ฝนจากเมื่อเย็นวานช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผืนป่าและเพิ่มความลื่นให้หน้าดิน หลายคนลื่นล้ม สัมผัสพื้น แต่ก็ไม่มีใครได้รับอันตรายใดๆ
เรื่องราว....ระหว่างการเดินทาง
 |
| ผีเสื้อลายตาราง | ถึงเหมือนโชน 9.30 น. อาหารเช้าถูกเตรียมอย่างเร่งรีบ เพราะต้องเดินถึงหน่วยกำพวนก่อนค่ำของวันนี้ พวกเราทำเวลากันได้ดีถึงแม้จะเจอฝนระหว่างทาง มีเหตุการณ์ตื่นเต้น คือมีต้นไม้ใหญ่ขนาด 3 คนโอบล้มขวางทาง ทอดตัวยาวค้างไหล่เขาอยู่ ชุมหมันกับยอดดอยเดินนำจากโคนไปตามลำต้นจนถึงกลางลำต้นก็กระโดดลงมุดกิ่งไม้ด้านล่าง ส่วนเรา ตามด้วย Wild water buf. และยัยแตงโมเดินตามๆ กันมา แต่เราไม่ได้ลงตรงกลางลำต้น แต่เดินเรื่อยๆ ไปบนยอดเพราะไม่ต้องการมุดกิ่งไม้ ยังไม่ทันถึงยอด เสียงไม้แตกดังลั่น ตามด้วยไม้ที่เหยียบอยู่เลื่อนตัวลง ลำต้นที่มองว่ายังแข็งแรงแต่ที่แท้จริงหลอกตา มีเพียงเปลือกเท่านั่นที่ห่อหุ้มลำต้นที่ผุพัง ยัยแตงโมกระโดดขึ้นกิ่งไม้ด้านบน ส่วนเรากับ Wild water buf. ยืนร้องโขนสด "เฮ้ย..เฮ้ย..ย.." ตรงที่เดิม เสียงเนื้อไม้แตกและการเคลื่อนตัวหยุดลง ต่างรีบกระโดดลงมุดกิ่งไม้แห้งต่อดีกว่า ขืนดันทุรังมีหวังพิการ
บทสุดท้าย...สรุปการเดินทาง
ถึงหน่วยกำพวน 6 โมงเย็น อาบน้ำอาบท่าแล้วร่ำลาพวกพี่ๆ เจ้าหน้าที่ มุ่งหน้ากลับกรุงเทพฯ พร้อมความรู้สึกรักป่าออกมาจากใจ ถึงแม้เราจะไม่ใช่เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลรักษาป่าโดยตรง แต่ก็สามารถเป็นสื่อกลางเล่าเรื่องราวของป่าสู่โลกภายนอก ความสวยงามที่ซุกซ่อนอยู่ยังรอวันมาเยือน แต่ไม่ใช่รอวันถูกทำลาย ธรรมชาติและสรรพสัตว์พึ่งพากันได้เสมอตราบเท่าที่ชีวิตยังคงอยู่
คู่มือนักแรมทาง
การท่องเที่ยวที่น้ำตกพันเมตรนี้จะต้องทำการขออนุญาติจากกรมป่าไม้ก่อน ซึ่งจะต้องทำเรื่องไว้ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน และการเส้นทางเข้าสู่น้ำตกจะค่อนข้างไกล ควรเตรียมตัวให้พร้อม เส้นทางเดินจะมีทากมาก และต้นไม้จะมีหนามเป็นส่วนใหญ่ จึงควรหาอุปกรณ์ป้องกันไปให้เรียบร้อย หากท่านใดสนใจลองดูตัวอย่างโปรแกรมท่องเที่ยวโตนพันเมตร เขาพ่อตาหลวงแก้วได้ตามรายละเอียดด้านล่าง ซึ่งท่านอาจจะไม่เดินเส้นทางตามนี้ก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเวลาและจุดที่ท่านต้องการไปชม
วันที่ 1
ออกเดินทางจากกรุงเทพตอนดึก ๆ เตรียมใจเตรียมกายให้พร้อมก่อนเดินป่าเข้าคลองนาคา
วันที่ 2
หลังจากนอนหลับพักผ่อนกันมาเต็มอิ่ม ก็มารับประทานอาหารเช้าและซื้อของจ่ายตลาดกันที่อำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง หลังจากนั้นก็แวะเข้าไปที่เขตรักษาฯคลองนาคา เข้าพบหน.เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เพื่อศึกษาข้อมูลและเส้นทาง ในที่ทำการจะมีรูปภาพถ่ายดาวเทียมและโมเดลของเขตรักษาพันธุ์คลองนาคาให้ดูด้วย
หลังจากนั้นก็เดินทางต่อไปสู่หน่วยกำพวน ซึ่งเป็นหน่วยย่อย เตรียมอุปกรณ์เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวให้เรียบร้อยแล้วเริ่มออกเดิน จุดที่เริ่มเดินเรียกว่า ก.ม 6 ซึ่งเส้นทางเดินจะเป็นทางเดินตามถนนเข้าเหมืองเก่า แต่ว่าใช่จะเดินกันสบาย ๆ นะครับ เหมืองนี้ปิดมาประมาณ 30 ปีแล้ว ทำให้เส้นทางกลับคืนสู่ธรรมชาติเป็นป่ารกทึบ ทางเดินช่วงแรกเป็นทางราบ แต่ต้องมีการมุดกันบ้างตามเส้นทางอาจจะพบกับดอกค้างคาวดำได้ตามทาง เดินกันไปจนประมาณเที่ยง แวะกินข้าวกันที่ลำห้วยคลองแสง พักเหนื่อยกินน้ำให้ฉ่ำใจ แล้วเดินทางต่อไปพักแรมที่ ก.ม.14 เส้นทางช่วงหลังนี้จะเดินตามลำน้ำตลอด หากเป็นช่วงหน้าน้ำอาจจะต้องตัดทางกันใหม่เพราะเดินตามน้ำไม่ได้ ระหว่างทางจะมีดอกไม้หายากเกือบตลอดทาง ช่วงสุดท้ายก่อนถึง ก.ม. 14 จะต้องผ่านจุดสุดท้ายเรียกว่า ครวญลาวถอย ซึ่งจะเป็นทางชันต้องมีการปีนกันบ้าง ออกกำลังกายกันหน่อย
วันที่ 3
ตื่นเช้ามาด้วยความสดใสเก็บของเตรียมตัวออกเดิน ทางในช่วงนี้จะเป็นทางขึ้นตลอดระยะทางจะเริ่มไต่ระดับความสูง บางครั้งมีการเดินทางลัดก็จะมีการปีนกันเล็กน้อย ระหว่างไม่มีน้ำต้องทำการเติมน้ำให้เรียบร้อยตั้งแต่ก่อนเริ่มเดิน จะมีน้ำอีกทีก็ตอนกินข้าวกลางวันที่เหมืองโชนโน่นเลย เดินไปพักไปก็จะถึงเหมืองเชนประมาณบ่ายโมง กินข้าวกินน้ำให้พร้อมก่อนเดินไปตัวน้ำตก
หลังจากเติมพลังกันแล้วก็เดินต่อไปยังน้ำตกพันเมตร เดินตามทางน้ำไปเรื่อย ๆ จนถึงหัวน้ำตก ใช้เวลาประมาณ 1.30 ชั่วโมง บริเวณหัวน้ำตกจะสามารถมองเห็นวิวภูเขา วิวทิวทัศน์ได้เหมือนยืนอยู่บนยอดเขา เพราะน้ำตกมีความสูงมากแล้วเรายืนอยู่บนยอดน้ำตก มองลงไปข้างล่างมองไม่เห็นสุดปลายทางน้ำตกเลย หลังจากชมวิวกันแล้ว คราวนี้ก็ต้องเตรียมใจปีนป่ายกันแล้ว ทางลงใต้น้ำตกจะต้องมีการปีนป่ายลงไป ทางชันมาก เดินไม่ดีก็ไปเจอกันข้างล่างเลย ระหว่างการปีนป่ายก็ต้องระวังก้อนหินหล่นจากข้างบนด้วย ปีนลงกันประมาณชั่วโมงนึง ก็จะพบกับน้ำตกพันเมตรอันสวยงาม ที่ใต้น้ำตกจะพบกับนกเหยี่ยวออกหากินกันจำนวนมาก นั่งกินข้าวเย็นใต้น้ำตก บรรยากาศโมแมนติคสุด
วันที่ 4
หลังจากฟังเสียงน้ำตกกันมาตลอดคืน คราวนี้ก็ต้องปีนขึ้นกันกลับกันทางเดิมบ้างเพื่อกลับไปทานข้าวกลางวันกันที่เหมืองเชน หลังจากกินข้าวเสร็จก็จะเก็บของบางส่วนทิ้งไว้ที่เหมืองด้านล่าง เพราะเราจะไม่เอาของบางส่วนขึ้นเขา (ตอนเช้าค่อยลงมาเก็บของ) พวกสัมภาระที่ไม่จำเป็นทิ้งไว้ที่นี่ แล้วก็เริ่มเดินขึ้นเขากัน ทางเดินขึ้นเขาก็ชันปานกลาง จะชันมากช่วงปลาย ๆ ก่อนถึงยอด ช่วงใกล้ถึงยอดมองถอยหลังไปจะเห็นหมอกปกคลุมไปทั่ว อากาศดีมาก บนยอดจะเป็นสันเขามองเห็นวิวได้ทั้งซ้ายและขวา ลมแรง อากาศเย็น ถ้าโชคดีจะเห็นทะเลหมอกช่วงเย็นด้วย
วันที่ 5
รีบตื่นกันแต่เช้า ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกับทะเลหมอก ทะเลหมอกที่นี่สวยอย่างแรงเลย ใครตื่นสายแล้วอดดูนี่เสียดายแทนเลย ตอนเช้าเราจะเดินลงมาทานเข้ากันข้างล่างที่เหมือง ใช้เวลาเดินลงจากดอยไปเหมืองประมาณ 1 ชั่วโมง ระหว่างทางจะมีรองเท้านารีให้ชมด้วย หลังจากกินข้าวเช้าแล้ว คราวนี้เดินยาวกลับไปที่หน่วยเลย แวะกินข้าวกลางวันกลางทาง ขากลับเดินไปเหนื่อยเท่าไหร่เพราะจะเป็นทางลง แต่ระยะทางจะไกลถึงหน่วยประมาณ 5-6 โมงเย็น แล้วก็กลับถึงกรุงเทพช่วงเช้า

 
|