เล่าเรื่องสายหมอก...บนยอดพ่อตาหลวงแก้ว
(หน้าที่ 2)
ร่องรอย...อดีตเหมืองโชน
พวกเราใช้เวลาตลอดครึ่งวัน ลัดเลาะไปตามไหล่เขา ผ่านสันโน้น ตัดขึ้นสันนี้ บ่าย 2 โมงจึงถึงเป้าหมายแรกคือ "เหมืองโชน" สภาพรอบๆ เหมือง เป็นที่ราบกลางหุบเขา ตั้งอยู่ระหว่างเขาพ่อตาหลวงแก้วทางทิศตะวันตก และเขาหลังคาตึกทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือระดับความสูง 1,395 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง มีลำห้วยล้อมรอบ 2 สาย และจุดที่บรรจบกันเป็นที่มาของต้นน้ำคลองแสง พื้นที่ราบถูกปกคลุมด้วยป่าบานอ้า และ "เฟิร์นโชน" ที่มาของชื่อ "เหมืองโชน" บดบังซากรถ ถังน้ำมัน เครื่องจักร ลานซีเมนต์ และเครื่องโม่หิน
 |
| สภาพเหมืองเก่า | |
 |
| ซากรถที่หลงเหลือจากการทำเหมือง | |
แนวป่าใกล้ลำห้วยเหมาะแก่การทำอาหารกลางวัน พวกเรามีเวลาไม่มากนัก เนื่องจากเป้าหมายต่อไปคือ "น้ำตกพันเมตร" ดังนั้นเพียงบ่าย 3 โมงก็พร้อมเดินทางต่อ ภายหลังจากเพิ่มพลังงานให้ร่างกายและซ่อนอาหารบางส่วนไว้ที่เหมือง นำไปเฉพาะมื้อเย็นและมื้อเช้าของวันพรุ่งนี้
จากเหมือง...สู่น้ำตกพันเมตร
 |
| จุดชมวิวจากต้นน้ำตก | เดินเลาะไปตามชายน้ำ ผ่านฝายกั้นน้ำ เสียงน้ำตกเล็กๆ ดังอยู่ข้าง ๆ แนวป่า "มหาสะดำ" เฟิร์นยักษ์ยุคดึกดำบรรพ์หลงเหลือให้เห็นตามแนวตีนเขา จากเหมืองโชนไปน้ำตกพันเมตรระยะทาง 4 กม. ผ่านสวนผลไม้ร้าง ต้นทุเรียน ต้นขนุน พืชตระกูลขิงข่า แล้วเดินตามลำห้วยไปโดยตลอด ห้วยนี้เป็นต้นน้ำของคลองแสงที่ไหลไปเขื่อนเชี่ยวหลาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
กว่าจะถึงหัวน้ำตกก็บ่าย 5 โมงเย็น ฟ้าเปิดพอให้เห็นแนวทิวเขาด้านหน้าสุดสายตา สายน้ำที่ไหลดิ่งสู่เบื้องล่าง ลึกจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด ต้องเดินตัดลำน้ำข้ามไปอีกฟากเพื่อเดินไปสู่ตีนน้ำตกด้านล่าง
 |
| น้ำตกพันเมตร | ตลอดทางลงไปตีนน้ำตก เราพึงสำนึกเลยว่า ทางลงก็ดิ่งเหมือนสายน้ำนั่นแหละ ตั้งแต่เริ่มต้นตะกายลง ป่าไผ่ริมน้ำตกก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย กลับเป็นอุปสรรคชีวิต ล้มขวางทางลงอีก ฝ่าเท้าไม่มีโอกาสขนานกับพื้นโลกเลย ต้นไม้ทุกต้นเราชอบ...ก้อนหินทุกก้อนเราก็รัก แต่มันไม่ค่อยจะรักเราเลย พอเหยียบก็กลิ้งลงไปหาเพื่อนๆที่ตะกายลงไปก่อน
หมึกดำถูกไม้ไผ่บาดที่นิ้วมืออีกแล้ว "อีกแล้ว" หมายถึง เมื่อปีก่อนก็เคยเดินเส้นทางนี้และถูกไม้ไผ่บาดนิ้วมือ พอมาทริปนี้ก็ยังถูกไม้ไผ่บาดนิ้วมืออีก ย้ำคิด..ย้ำทำจริงๆ พ่อคนนี้ ส่วนยัยแตงโตพลาดท่า ถูกต่อสังเวียนต่อยที่แขน แพ้พิษ แขนบวมเบ่ง การไต่ลงมาจึงค่อนข้างทุลักทุเล ประกอบกับกลุ่มแบ่งเป็น 2 กลุ่ม อีกกลุ่มมีพี่พงษ์นำ หายเงียบไปเลย ส่วนกลุ่มเรามีพี่ไข่นุ้ยนำ แต่เผอิญพี่แกจำทางไม่ได้ การตะกายลงจึงยึดไหล่เขาเอียงๆ เป็นแนว ในขณะที่เท้าติดพื้น...อกก็ติดหิน...มือก็เกาะต้นไม้ไว้...หากปล่อยก็ร่วง...เป็นผู้ชนะถึงตีนน้ำตกก่อนเพื่อน...เฮ....เฮ....ฮ.. แต่ม่ายช่าย...ทางที่เราเลือก สุดท้าย...ทุกคนก็รอดมาถึงตีนน้ำตก ถึงแม้ท่าทางจะเหนื่อยหอบบ้าง...แต่ก็คุ้ม
ชีวิตใต้ผืนน้ำตก
 |
| ตัวม้วนชิด | ใช้เวลาไปหนึ่งชั่วโมงกับการตะกายลงถึงตีนน้ำตกชั้นล่างสุด ระดับความสูงประมาณ 100 เมตร กระแสน้ำคดเคี้ยวไปตามแนวผาหิน ตกลงมาเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ มีเพื่อนๆ ในกลุ่มพี่พงษ์มาถึงก่อนและกำลังอาบน้ำ สอบถามได้ความว่า ค่อยๆ กระเถิบลงตามแนวโขดหินข้างๆ มาเรื่อยๆ ถึงแม้จะลงถึงเร็วแต่ก็เสี่ยง
ฝนทำท่าจะตก ฟ้าร้องและครึ้ม เพิงเล็กผูกขึ้นข้างๆ ลานหินริมตีนน้ำตกชั้นล่าง เผื่อไว้หากถึงเวลาเติมน้ำให้ผืนป่าแห่งนี้ พวกเราจะได้มีที่นั่งหลับ
ก้อนหินหลายก้อนขนาดใหญ่ และแบนราบ แต่ถูกจับจองแล้วจากหลายคน หากฝนไม่ตกคืนนี้ หลังมื้อค่ำนั่งล้อมวงกินขนมหวานคือ ต้มถั่วเขียวอายุยืน ...ที่อายุยืนเพราะต้มนานเหลือเกิน ถึงแม้จะต้มด้วยเตาแก๊ส และอ้ายเสริฐก็โยนช้อนเสกคาถาตรานกนางนวล แถมด้วยทับพีตักแกงลงไปแช่ขณะต้มแล้ว ...เหนียวจริงๆ น้ำท่าก็อุดมสมบูรณ์เพียงพ้นก้อนหินที่นั่งล้อมวงอยู่นี้ก็สามารถตักน้ำมาใช้ได้เลย
จากตีนน้ำตก...สู่เหมืองโชน
ค่ำคืนผ่านไปด้วยความกังวลว่าฝนจะตกหรือเปล่า จนรุ่งเช้าท้องฟ้ากลับแจ่มใส ไม่มีเค้าเมฆฝน ลมพัดเอื่อยๆ ปะทะตัว เพราะเรานอนรับทางลมตรงๆ ไม่โอ้เอ้...ลุกขึ้นเตรียมอาหารเช้า วันนี้ต้องกลับไปที่เหมืองโชน แล้วขึ้นไปนอนที่ยอดพ่อตาหลวงแก้ว ดังนั้นพออิ่มมื้อเช้า ถ่ายภาพน้ำตกเป็นที่ระลึก ก็ขึ้นเป้พร้อมเดินทาง
เริ่มดินทาง 9.45 น. พี่พงษ์นำทางตัดขึ้นตามแนวสันเขา ความชันยังเหมือนเดิม แต่จะตะกายง่ายขึ้น เพียง 20 นาทีแรก ก็หยุดหอบกันแล้ว และทุกๆ 10-20 นาทีก็ต้องพักเหนื่อยกันอีกเรื่อยๆ 10.30 น. ถึงหัวน้ำตก เวลาอาจจะใช้ใกล้เคียงกับตะกายลง แต่ก็ปลอดภัยกว่ามาก
ถึงเหมืองโชนบ่ายโมงตรง เตรียมทำอาหารสำหรับมื้อกลางวันและมื้อเย็น ส่วนน้ำต้องเตรียมขึ้นไป เพราะข้างบนยอดพ่อตาหลวงแก้ว ไม่มีแหล่งน้ำ
สัมผัสผืนหมอก...บนพ่อตาหลวงแก้ว
 |
| บัวแฉก พบมากบริเวณยอดดอย | บ่ายสองโมง พร้อมเดินขึ้นพ่อตาหลวงแก้ว ยอดเขาสูง 1,250 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง สูงเป็นอันดับสองรองจากยอดหลังคาตึก พี่พงษ์นำเดินตามลำห้วย ที่มีเรือนไม้ใหญ่ปกคลุมตลอดทาง ก้อนหินถูกมอส และเฟิร์นเกาะเขียวเป็นพรมกำมะหยี่ ต้นเทียนน้อยขึ้นกระจายเป็นกลุ่มๆ บางต้นอวดช่อสีขาวให้เห็น สายน้ำไหลผ่านก้อนหินใส เย็น
เดินจนถึงจุดแยกของลำห้วยจึงตัดขึ้นไหล่เขา เส้นทางเหมือนเป็นทางเดินเท้าเมื่ออดีต ต้นไม้ป่าสูงท่วมหัวคลุมพื้นผิวดิน รวมกับความชุ่มชื้นที่ได้รับตลอดทั้งปี หน้าดินจึงนุ่มเท้า ก้อนหินที่ยุบตัวลงมาถึงแม้จะไม่ราบเรียบเสมอกัน แต่ก็สูงต่ำกว่ากันไม่มากนัก การเดินของพวกเราจึงกังวลเพียง ต้องเดินให้ทันพระอาทิตย์ตกดินบนยอดพ่อตาหลวงแก้ว
ความเหนื่อยที่สะสมควบคู่กับความสูงที่ไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว ทำให้เราถึงกับมีอาการเหนื่อยและเพลียอย่างแรง เหลือเพียง 2 กิโลเมตรสุดท้าย แต่เป็นทางขึ้นสันเขา ท้องฟ้าเริ่มอึมครึม พี่พงษ์เร่งให้รีบเดินขึ้น...เดี๋ยวฝนตกจะลำบาก
"โถพี่ ...ทางชันอย่างงี้..ขอเวลาหายใจหน่อยซิ.." เราคิดในใจ แต่ยังดีนะที่พี่เค้าไม่เอาไม้ไล่ต้อน
สองมือกับสองขา ทำงานอย่างหนัก หัวใจมีหน้าที่เต้นอย่างแรง จมูกก็หายใจเข้าปอดเต็มที่ แต่สมองไม่ค่อยสั่งงานอะไรเลย เปรอ...เปรอ..พิกล
 |
| ทะเลหมอกหลังฝน ยามเย็น | |
 |
| ทะเลหมอกยามเช้า | |
ไหล่เขาที่ตัดดิ่งลงทางด้านซ้ายมือ มีเพียงหญ้าขึ้นคลุมหน้าผา และไม้เตี้ยๆ ขึ้นหลอกตา ส่วนด้านขวามือมีไม้แคระยอดเขา ไม่ใหญ่โตเหมือนป่าด้านล่าง แต่ก็บดบังทิวทัศน์ด้านนี้ไว้หมด บัวแฉกใบใหญ่ขึ้นเป็นกลุ่มๆ เอื้องป่าชูช่ออยู่ตามคบไม้
"ถึงแล้ว" เสียงเพื่อนๆ ที่เดินล่วงหน้าไปก่อนตะโกนก้องสันเขา
"เออ! รู้แล้ว กำลังจะไป" เรากับ Wild water buf. กัดฟันตะโกนกลับไปบ้าง
ถึงยอดเขาแล้ว เพื่อนๆ นอนเอกเขนกรออยู่ก่อนแล้ว พี่พงษ์บอกให้เดินต่อไปอีกสักนิด บริเวณนี้โล่งเกินไป กลางคืนอากาศจะหนาวมาก
สันเขาเหยียบเมฆ
 |
| เอื้องดอกทอง พบเต็มยอดดอย | ตั้งแคมป์กันในจุดที่กำบังลมได้ ผูกเปล กางฟลายซีตเสร็จฝนก็ตกลงมาอีกแล้ว ไม่นานนักก็หาย แต่กลายเป็นลมหนาวเย็นมาแทน กรรโชกแรงปะทะเข้าตามแนวสันเขาด้านตะวันออก พัดพาสายหมอกปลิวเข้าเป็นระลอกแล้วระลอกเล่า
"พระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว ไปดูกันเถอะ" มีเสียงใครคนหนึ่งดังขึ้น
"ไป...ไป...ไป..." หลายเสียงขานรับ
แสงค้างฟ้าสีส้มไม่ทำให้เราผิดหวังเลยทะเลหมอกหลังฝนตกเป็นเหมือนของกำนัลจากผืนป่าใหญ่ จากจุดชมวิวบนยอดพ่อตาหลวงแก้ว เราสามารถมองเห็นเทือกเขาภูเก็ตทอดตัวจากเหนือจรดใต้ ทางด้านตะวันตกเป็นทะเลอันดามันสุดเส้นขอบฟ้า ย้อนทางทิศตะวันออกเห็นยอดเขาเหนือเขื่อนเชี่ยวหลานชุกตัวนิ่งใต้ผืนหมอกบางเบา บรรยากาศงามเกินบรรยาย จวบจนเจ้าไข่แดงใบโตหล่นหายใต้ขอบฟ้า เหลือเพียงแสงสุดท้ายรำไรอยู่หลังกลีบเมฆก้อนโต เราจึงกลับที่พัก
|