เล่าเรื่องสายหมอก...บนยอดพ่อตาหลวงแก้ว
เรื่องโดย snailforest , ภาพโดย เอเวอร์เรสต์ , เมษายน 2002
| |
กลุ่มเรามีพี่ไข่นุ้ยนำ แต่เผอิญพี่แกจำทางไม่ได้ การตะกายลงจึงยึดไหล่เขาเอียงๆ เป็นแนว ในขณะที่เท้าติดพื้น...อกก็ติดหิน...มือก็เกาะต้นไม้ไว้...หากปล่อยก็ร่วง...เป็นผู้ชนะถึงตีนน้ำตกก่อนเพื่อน...เฮ....เฮ....ฮ.. |
|
 |
ตั๋กแตนใบไม้ ปรากฏตัว
ทักทายก่อนเดินทาง | รุ่งเช้าของวันใหม่ สายหมอกเพิ่งจะเริ่มจางหาย เสียงนกร้องทักทาย เกาะตามต้นไม้ใหญ่ข้างทางตลอดแนวถนน ดอกซ่านสีเหลืองกลมโตเหมือนไข่ดาวบานสลับกับช่อสีม่วงของดอกอินทนิล ฝูงนกกระยางแดงเดินหากินตามสนามฟุตบอลพื้นดอกหญ้าเขียวแก่ พวกเราต้องเข้าไปยื่นหนังสือที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองนาคา กับท่านหัวหน้าเชาว์ ตามที่ได้ขออนุญาตเข้าศึกษาเส้นทางธรรมชาติทางวาจาไว้ล่วงหน้า เนื่องจากยื่นหนังสือผ่านทางกรมป่าไม้ไม่ทันเวลา ตามกำหนดของทางราชการ
ท่านหัวหน้าฯ ให้การต้อนรับ พร้อมพาชมภาพถ่ายทางอากาศของเขตรักษาพันธุ์ฯ ภาพน้ำตก และ model ที่ทางเขตรักษาพันธุ์ฯ ได้จัดทำไว้ บรรยายสภาพป่าของเขตรักษาพันธุ์ ประมาณครึ่งชั่วโมงก็ร่ำลาท่านหัวหน้าฯ แล้วเดินทางต่อไปที่หน่วยพิทักษ์ป่ากำพวน จุดเริ่มต้นการเดินทางฉลองมหาสงกรานต์ปี 2545 นี้
เนื้อที่ครอบคลุม 3 แสนกว่าไร่ อยู่ในเขตจังหวัดระนองภายใต้ความรับผิดชอบของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองนาคา ได้แก่พื้นที่ของตำบล บ้านนา เชียงเหลียง กะเปอร์ บางหิน นาคา และกำพวน ทางทิศตะวันออกติดกับจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในความดูแลของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสง ทางทิศใต้ติดจังหวัดพังงา ทางทิศเหนือติดจังหวัดชุมพร เกือบทั้งหมดเป็นทิวเขาสูง พื้นที่ราบก็...แต่น้อย
คณะสำรวจ11ชีวิต ฝ่ายชาย 7 คน ประกอบด้วย หมึกดำ , everest , ชุมหมัน, อ้ายเสริฐ (เถิดเทิง) , นายตั๋น, น้องโม และนายบ่าว ส่วนฝ่ายหญิง 4 คน ก็มี Wild water buf., ยัยแตงโม, ยอดดอย และ snailforest ทริปนี้มีเจ้าหน้าที่ 2 คนคือพี่พงษ์ และพี่ไข่นุ้ย นำทางและจัดระเบียบสังคมป่าตลอดเวลา 4 วัน 3 คืน ภายใต้ผืนป่าใหญ่สุดของภาคใต้แห่งนี้
จากหน่วยกำพวน....สู่เส้นทางเหมืองเก่า
เริ่มต้นออกเดินทาง 9.45 น. ตามเนินเขาข้างหลังหน่วยฯ เป้าหมายของวันนี้อยู่ที่ กม.14 นั้นคือต้องเดินอีก 8 กม. เนื่องจากหน่วยฯ ตั้งอยู่ที่ กม.ที่ 6 จึงย่นระยะทางไปได้มาก
"8 กิโลเมตรเอง น้อยไปมั๊ง น่าจะถึงเหมืองโชนเลย" หลายคนบอก
"ไม่น้อยหลอกพี่ ... เดี๋ยวเดินพี่ก็จะรู้เอง" ชุมหมันผู้มีประสบการณ์พิสูจน์เส้นทางนี้มาแล้ว 3 ครั้ง แม้เป้าหมายจะแตกต่างกันไป ถึงบ้างไม่ถึงบ้าง ขึ้นกับสภาพดินฟ้าอากาศ และสภาพร่างกาย
ตลอดแนวป่าดิบชื้น เริ่มตั้งแต่หน่วยฯ ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่หลังเขา ไม่มีกระแสลมพัดผ่าน ใบไม้ไม่กระดิกเลย จะมีก็แต่หางเจ้าบ๊อก และนางบุญรอด 2 ผัวเมียหมาที่วิ่งนำทางไปตลอด ทางเดินก็เป็นช่องทางแคบๆ ใบไม้แห้งร่วงคลุมหน้าดิน ปิดบังก้อนหินลื่นๆ เราต้องระวังกันทุกย่างก้าว แต่ยังดีที่พวกเราเดินอยู่ใต้เรือนไม้ใหญ่ ยอดไม้สูง ประสานเป็นหลังคาสีเขียว จำพวก ยาง ตะเคียง สลับกับป่าไผ่กอใหญ่ ลำกลม โต มีมาก...มากจนล้มขวางทางเดิน ต้องมุด ก้ม เงย คลานเข่า ข้ามบ้าง คลุกดินมอมแมม เดินได้สักประเดี๋ยวหยุดพิจารณาตัวเอง ม่ายช่าย...จะกลัวสกปรกแต่ตรวจดูเพื่อนร่วมทาง...ก็ทากที่ติดตามแขนขา มีไม่มากแต่มีมาเรื่อยๆ ที่สำคัญคือตัวใหญ่จัง
 |
| ดอกปุด | |
 |
| เห็ดสีส้ม | |
พักเที่ยงกันที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมลำห้วยแรกประมาณ 11.00 น. ข้าวเหนียว ไก่ย่างอิสลาม อร่อยขนาดไม่เหลือเนื้อให้เจ้าป๊อก เที่ยงจึงเริ่มเดินทางต่อ เส้นทางเปลี่ยนเป็นเดินตามลำห้วย หินก้อนกลม มน ได้เวลานวดฝ่าเท้าอีกแล้ว
เลาะลำห้วย...สู่ไหล่เขา
 |
| ดอกค้างคาวดำ | |
 |
| ลำห้วยน้ำเขียวใส | | กระแสน้ำกลางเดือนเมษายนสูงประมาณหน้าแข้ง พวกเราเดินเลาะแนวลำห้วยแล้วตัดขึ้นเนินอีกครั้ง เส้นทางต้องปีนป่าย สองตามองหากิ่งไม้ รากไม้เพื่อเกาะและถีบตัวขึ้น อากาศก็ร้อนอบอ้าว ยังไม่มีกระแสลมพัดผ่านมาเลยตลอดวันนี้ จนถึงลำห้วยเล็กๆ สุดท้ายก่อนถึงที่พัก พี่พงษ์บอกให้เติมน้ำให้เต็มขวด และถังแกลอนที่เตรียมมาเพื่อเอาไว้ใช้กินใช้ดื่มข้างบน
ไต่ขึ้นอีกประมาณ 10 นาที ก็ถึงอดีตเส้นทางถนนขนแร่และเสบียง แต่จะเป็นจุดพักแรมคืนนี้ของพวกเรา ฝนทำท่าจะตก พวกเราจึงต้องเร่งรีบกางฟลายซีต ผูกเปลอย่างรวดเร็ว เพียงต้มบะหมี่สำเร็จรูปเสร็จหม้อเดียว ฝนก็เทลงมาอย่างหนัก พอเริ่มมีน้ำขังอยู่ที่ขอบฟลายซีต พวกผู้ชายก็เริ่มมีความคิดว่าจะอาบน้ำ จึงจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าอาบน้ำฝนอยู่รอบๆ ฟลายซีต ขณะที่ผู้หญิงต้องก้มหน้าก้มตากินบะหมี่ ...เพราะเกรงตาจะอักเสบ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ฝนก็หยุดตก ครัวจึงเริ่มเปิด สำรวจอาหารที่เตรียมมาจึงรู้ว่าผักสด และไข่สด ไม่ได้ขนขึ้นมา สอบถามจากพี่ไข่นุ้ยจึงรู้ว่า ฝากขึ้นมากับเจ้าหน้าที่ที่จะขึ้นมาพรุ่งนี้ ผักสดที่ติดขึ้นมามีเพียง หัวกะหล่ำ 2 หัว และผักกาดขาว 2 หัว แต่โชคดีที่อาหารกระป๋องติดมาตามเป้ของพวกเราครบ
หลังฝนตกอากาศเริ่มเย็น มีสายหมอกไหลผ่านประปราย ประกอบกับอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ อากาศที่ร้อนอบอ้าวจึงหายไป กลับกลายเป็นอากาศเย็นสบาย ดังนั้นหลังมื้อค่ำบางคนจึงแยกย้ายกันไปนอน แต่ที่เหลือรวมกลุ่มพูดคุยกันจนถึงเที่ยงคืน
ตามเส้นถนน ... สู่เหมืองโชน
เสียงชะนีกู่ร้องหาคู่ ปลุกพวกเรากลุ่มคนโสดไร้คู่ตื่นแต่เช้า คิดเล่นๆ ว่า หากคนเหมือนชะนี....กู่ร้องหาคู่กัน...โลกคงปั่นป่วนพิลึก
วันนี้ต้องเดินทำเวลากันหน่อย กำหนดให้เหมืองโชนคือที่พักกินมื้อเที่ยง จากนั้นต้องลงไปถึงตีนโตนพันเมตรก่อนค่ำ
 |
เส้นทางเดินลัดเลาะลำธาร
สู่น้ำตกพันเมตร |
เริ่มออกเดินทาง 8.30 น. จาก กม.14 ตามเส้นทางเที่ยวขึ้นไปตามทางถนนเก่าที่ยังพอมองเห็นเป็นร่องถนนเก่าๆ ทุกย่างก้าวคือการสะสมระยะทางและความชันมากขึ้นๆ เรื่อยๆ ก้อนหินที่เท้าจะนุ่มมาก บางก้อนก็แตกถ้ากระแทกแรงๆ แต่ขณะเดียวกันก็ลื่นล้มได้ง่ายๆ พอแดดเริ่มออก..อากาศก็เริ่มร้อน ใบไม้เหมือนถูกสต๊าฟ ความชื้นที่สะสมมาโดยตลอด แสงแดดไม่มีโอกาสสาดส่องถึงพื้นดินเลย จึงเป็นโอกาสของทากตัวโตๆ ส่ายหัวไปมา รอดักอยู่ระหว่างทาง เกาะติดรองเท้าแน่น ไม่เลือกเบอร์ เลือกขนาด เลือกยี่ห้อ หากเจอว่าใครใส่ถุงเท้ากันทาก...ก็จะเปลี่ยนเป็นทากใฝ่สูง ไต่ขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าจะพอใจ ขา เอว คอ ใบหู สุดท้ายก็กลางหัว ถึงกระนั้นพวกเราก็ไม่ยอมแพ้ ตะไคร้หอม น้ำมันมวย หรือแอมโมเนีย ก็พกพากันมาสู้เต็มที่ ทริปนี้หากรวมๆ ก็มีทากตายไปหลายร้อยตัว
เส้นทางการเดินจะไม่เดินทางถนนตลอด ... แต่จะเดินลัดเพื่อย่นระยะทางบ้าง วิธีเดินลัดคือไต่ขึ้นไหล่เขาไปเลย ถึงแม้ทางจะชัน 45 90 องศา เกาะต้นไม้ รากไม้ โคนไม้ ตามแต่จะคว้าได้ ในขณะที่มือเหนี่ยว..เท้าก็ถีบดันตัวขึ้น ...ตาก็มองหาต้นไม้ต้นต่อไป ปฏิบัติอยู่เช่นนี้เรื่อยๆ จนกว่าจะเจอถนนเส้นใหม่ จึงจะได้หยุดพักหายใจแล้วเดินต่อไป แต่คำว่า "ลัด" ในความหมายของชุมหมันกับยอดดอยคือ "ลัดจนหลง" ถึงแม้ทริปนี้จะเป็นครั้งที่ 4 ของชุมหมัน และครั้งที่ 2 ของยอดดอย
ก่อนถึงเหมืองเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้นจึงจะพบลำห้วยแรกของวันนี้ ดังนั้นศึกแย่งน้ำจึงเกิดขึ้นตลอดทาง ตัวป่วนคงหนีไม่พ้นยัยแตงโม หรืออีกชื่อคือยัยอูฐ หล่อนจะรู้จักเก็บรู้จักกิน แต่เก็บน้ำตัวเอง..แล้วกินน้ำเพื่อน..กินเยอะด้วย
|