MrBackpacker.com
งัวตกน้ำ..ที่ภูวัว..ไถลไป 5 อุทยาน

, ภาพโดย วัวน้ำ

          ฤกษ์ดีคืนนี้ 30 ส.ค. ตามเวลานัดหมาย มี..พี่ยุ้ย ไพรินทร์ และเรา..รอตั๋นอยู่ที่บ้าน พอรถมาถึงก็ช่วยกันขนสัมภาระขึ้นรถจัดแจงเพ็คสิ่งของเสร็จสรรพ..ออกเดินทางจากบ้านมาตอนประมาณสามทุ่ม แวะรับเสริฐกับตุ๊ก ที่รออยู่ไฟฟ้าเขตรังสิต ..เป็นอันว่าสมาชิกทริปนี้ของเรารวมกันครบ 6 คนแล้ว

          ออกจากรังสิตมาตามทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน) จนถึงสระบุรีเลี้ยวขวามาใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 2 (มิตรภาพ)ผ่านนครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี และหนองคาย รวมระยะทาง 615 กม. จากหนองคายเลี้ยวขวาเปลี่ยนมาใช้เส้นทางหมายเลข 212 ผ่าน อ.โพนพิสัย อ.ปากคาด อ.บึงกาฬ อ.บุ่งคล้า พอถึง อ.บุ่งคล้ามาประมาณหลักกิโลเมตรที่ 179 บ้านดอกจิก เลี้ยวขวาเข้ามาตามป้ายอีก 6 กม. ก็ถึงที่ทำการสำงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว

…มีงัวมาตกน้ำ../.. 31 ส.ค. 45

          การเดินทางตลอดคืนที่ผ่านมาเราทุกคนต่างไม่ได้หลับไม่ได้นอน..ไม่รู้ว่าสรรหาอะไรมาคุยเป็นเพื่อนนายตั๋นกันจนถึงเช้า ก็ด้วยความเป็นห่วงว่าคนขับจะไม่มีเพื่อนคุย..แล้วหลับตามพวกเราไปด้วยซึ่งคงไม่ดีแน่..เพราะตั๋นอาจจะเป็นอันตรายได้..อิ อิ ..มาถึงภูวัวประมาณเจ็ดโมง ..ติดต่อขอทราบรายละเอียดเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติทุ่งดอกไม้ และการเข้าพักแรมตามที่ทำหนังสือแจ้งไว้ล่วงหน้าแล้ว ซึ่งก็ได้รับการแนะนำและต้อนรับด้วยดีจากพี่สุวรรณ ปณิทานะโต เจ้าหน้าที่ป่าไม้ 5 ช่วยอำนวยความสะดวกให้ตามวัตถุประสงค์พร้อมจัดคนนำทางให้อีก 2 คน นัดแนะเวลาเรียบร้อยแล้ว..จึงย้อนกลับออกมาที่ตลาด อ.บุ่งคล้า เพื่อหาอาหารใส่ท้องในมื้อเช้านี้ และจัดเตรียมเสบียงสำรองไว้ในมือต่อๆ ไปด้วย

          ออกเดิน..ประมาณสิบโมงเช้า พรืดดดๆๆๆๆๆ..เอ้า..แค่ก้าวแรกเองนะ..ลื่นซะแย้ว ..ฮ่าๆๆ ก็เจ้าก๊อก..บอกว่าคนมาภูวัวแล้วไม่ลื่นมาไม่ถึงงั้ย..เลยต้องรีบทำคะแนนสะสมไว้ก่อน..อิ อิ ..เส้นทางในช่วงแรกเป็นทางราบภายใต้ร่มเงาไม้เขียวครึ้ม มีสะพานข้ามธารน้ำตกเล็กๆ เป็นระยะๆ มีพรรณไม้น้อยใหญ่ให้ได้ชื่นชมและเก็บบันทึกภาพกันพอสมควร พอพ้นทางราบเดินขึ้นมาได้สักพัก เราต้องเปลี่ยนมาเป็นขับเคลื่อนสี่ล้อกันแล้ว..เพราะทางขึ้นเป็นช่องเล็กๆ ขนาดพอดีตัวทั้งลื่นทั้งชันโหดไม่ใช่เล่น อีกทั้งอากาศก็ร้อนอบอ้าวไม่มีลมพัดผ่านมาเลย..เล่นเอาเหงื่อท่วมตัวกันที่เดียว จนถึงจุดชมวิวนั่นแหละเราถึงได้มีโอกาสได้สัมผัสกับสายลมเย็นๆ ซึ่งสามารถมองเห็นวิวเบื้องหน้าไปสุดที่แนวเทือกเขาในประเทศลาวโดยมีแม่น้ำโขงวางตัวขนานเป็นแนวแบ่งเขตแดนไทย-ลาว

          จากจุดชมวิว..เดินเลาะเรียบมาเพียงนิดเดียว..พลันสายตาทุกคู่ต้องหยุดนิ่งที่กลุ่ม..ดอกเทียนน้อยสีชมพูสด..ออกดอกบานสะพรั่งอวดสีสันระลานตาไปทั่วอาณาบริเวณ เดินต่อมาเรื่อยๆ โอโฮ้..สารพัดสารพันพันธุ์ไม้เยอะจริงๆ ไม่ว่าเอื้องนวลจันทร์ เอื้องม้าวิ่ง หงอนนาค หนาดหนาม ดอกดินแดง สร้อยสุวรรณา โอ้ยยย..ย ดอกอะไรบ้างก็ไม่รู้จาระไนไม่หวาดไหวแล้ว

          เห็นนายตั๋น..กำลังก้มหน้าก้มตาถ่ายรูปดอกอะไรไม่รู้ งานนี้ลงทุนไปงัดเอากล้องตัวเก่าที่ซื้อมาเก็บไว้ออกมาประลองฝีมือกะเขาดูบ้าง..แต่ไม่ยอมซื้อฟิล์มเที่ยวมาขอเพื่อนๆ..พอถ่ายเสร็จก็เรียกเราให้มาดูว่าชื่ออะไร.."อ๋อ..เอื้องยี่โถปีนัง" ก็จัดการถ่ายเก็บไว้บ้างซิ..เรียบร้อย กำลังจะยกเท้ากลับปรากฎว่าหันไปเจอเจ้า..เปราะหินสีเหลืองสด..จึงเปลี่ยนเป็นขยับเท้าเข้าไปใกล้ๆ เพื่อถ่ายรูป ..แต่อนิจจาหินลื่นเหลือเกิน..จ้าวกรรมแท้ๆ ข้อเท้าเสียวแปลบขึ้นมาอีก..ไม่ต้องพูดถึงเหตุการณ์ต่อมาจะเป็นเช่นไรทั้งคนทั้งกล้องไหลลื่นตกลงไปในรูกลางธารน้ำเล็กๆ แต่ลึกไม่ใช่เล่นก็โผล่มาแค่คอเองง่ะ..ขนาดหรือก็เหลือเกินช่างพอเหมาะพอเจาะกับตัวเราซะจริงๆ..มองดูแล้วไม่น่าจะมีตรงไหนลึกได้เล๊ย..ก็น้ำที่ไหลอยู่นั้นดูตื่นๆ..แค่ข้อเท้าเอง แล้วเจ้ารูนี้ใครขุด..บอกมานะ..???ความสามารถที่เหนือธรรมชาติของธรรมชาติเองนี่แหละที่ขุดเจ้ารูนี้ขึ้นมา..ในยามที่น้ำมากจะเกิดน้ำวนซ้ำในที่เดิมเป็นเวลานานวัน จนหินส่วนนั้นสึกกร่อนเป็นรองลึกลงไปในเนื้อหินเหมือนมีคนขุดอย่างที่เห็น

          พี่เจ้าหน้าที่ตามมาทันเห็นเหตุการณ์..นินทาเรากะยายตุ๊กว่า "ตกลงไปได๊อย่างไง..ไม่เคยมีใครตกลงไปเล๊ย..!" อ้าว..พี่ใครจะกล้าตกลงไปละ ..ก็หลุมรักนี้..เขาขุดไว้ดักนู๋นี่จ้ะ..แล้วพี่ไม่ชอบหรือที่นู๋..เจอน้ำตกแห่งใหม่..แล้วตั้งชื่อว่า.."น้ำตกรูนู๋"..ให้ด้วยนะแล้วคราวหน้าพานักท่องเที่ยวขึ้นมาอย่าลืมพามาดูน้ำตกแห่งใหม่ที่เพิ่งค้นพบด้วยนะพี่นะ..อิ อิ

          นักรบขาดอาวุธ..จะทำอารั๊ยได๊ ..กิจกรรมใหม่เดินแบกกล้องไปตากบนจุดชมวิวยอดภูวัว..เออ..เพลิดเพลิน และก็แปลกดีไม่เหมือนใครด้วย ทริปนี้เรารื่นรมย์ชมวิวเต็มที่..ไม่ได้ถ่ายรูปนี่ก็ดีเหมือนกันนะ เพราะเรามีโอกาสได้มองเห็นทิวทัศน์โดยรอบแบบสบายๆ แล้วได้เป็นนางแบบอีกด้วย นอกจากเป็นนางแบบแล้วยังถือโอกาสชี้นิ้วสั่งให้ตากล้องถ่ายภาพที่เราชอบให้อีกด้วย ฮ่าๆๆ

          ขึ้นมากินข้าวกลางวันบนยอดภูวัว..ขอบอกว่าร้อนมาก ต้นไม้ใหญ่ที่พอจะแผ่กิ่งก้านให้ร่มเงาแทบไม่มี ร้อนจะตายอยู่แล้ว..ไอร้อนของแสงอาทิตย์ทำให้พวกเราผิวดำเกรียมเท่านายเสริฐกันเลย..แสงแดดที่เผาจนผิวไหม้เริ่มมีอาการปวดแสบปวดร้อนขึ้นมา เห็นทีกลับไปตัวลอกแน่นอนเรา

          สงสารพี่ยุ้ยจัง..! พาหนะขับเคลื่อนสองล้อหลังของพี่เขาเหลือแต่ล้อเหล็ก..เพราะล้อหลังยางแตกทั้งสองล้อ จะทำงัยได้บนนี้ไม่มีร้านปะยางซะด้วย..จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทนบดล้อเหล็กบนลานหินมาเรื่อยๆ ..ล้อหลังพี่ยุ้ยก็มีเพียงถุงน่องบางสวมทับไว้เท่านั้น สงสารจริงๆ..ตัดใจถอดถุงเท้าสีชมพูแสนสวย..สละให้พี่เขาสวมทับมาอีกชั้นเพื่อช่วยชลอไม่ให้ล้อเหล็กสึกเร็วเกินไปนะ..ironfoot..นะ

          ย้อนลงมาจากยอดภูวัว ..เลาะเรียบชมทุ่งดอกไม้และน้ำตก..ในอีกเส้นทางเป็นวงรอบ..วนมาเข้าเส้นทางเดิมตรงจุดชมวิวแล้วกลับลงมาตามเส้นทางเดิมจนถึงที่ทำการเขตฯ ภูวัว ..ลงมาถึง..หมดสภาพไปตามๆ กัน ล้มตัวนอนเอนหลังพักผ่อนกันหน่อย ปรากฏว่าหลับไปด้วยความอ่อนเพลียกันเรียบ..ก็ไม่ได้นอนมาทั้งคืนแล้วยังตะลอนขึ้นไปปีนป่ายชื่นชมดอกไม้..จนเย็นย่ำอีกนี่น๊า

          มาตื่นอีกทีก็ได้เวลากินข้าวเย็นพอดี ลุกขึ้นมาช่วยกันหุงหาอาหาร..พอเสร็จสรรพก็ลงมือกินกันเลย ..แล้วแยกย้ายกันไปอาบน้ำอาบท่าเตรียมตัวนอนกันในหอประชุมนั้นแหละ..บรรดาเจ้าหน้าที่ทั้งหลายคงทนเห็นไม่ได้..วนเวียนเปลี่ยนหน้ากันมาเรียกให้เข้าไปนอนในบ้านพักซึ่งว่างอยู่หลายหลัง..พวกเรายืนยันขอนอนที่นี่ ..สุดท้ายพี่ๆเขาก็ล่าถอยไม่มาเรียกอีก..ปล่อยให้เรานอนละเมอหลับฝันดีต่อไป..จนเช้า



เถลือก..ถลน..ไถล..ตามใจฝัน(ร้าย)../.. 1 ก.ย. 45

          สดชื่นจริงๆ..เช้านี้ ได้นอนเต็มอิ่มหน้าตาสดใส..สวยกว่าดอกไม้แล้ววันนี้..อิ อิ ..จัดการกับปัญหาปากท้องเรียบร้อยแล้วเตรียมตัวออกเดินทางต่อ..มาลาพี่สุวรรณ ด้วยความสงสัยทำไมถึงใช้ "กิ้งก๋าภูวัว" เป็นสัญญลักษณ์ของที่นี่ พี่สุวรรณจึงพามาดูแหล่งที่อยู่ของกิ้งก๋าภูวัว..ซึ่งอาศัยอยู่ในถ้ำที่ชื้นแฉะต่างจากกิ้งก๋าทั่วๆ ไปที่อาศัยตามต้นไม้เป็นส่วนใหญ่ จากนั้นพามาดูต้นไม้ที่เป็นหน้าเป็นตาของของภูวัว..คือ.."สิรินธรวัลลี หรือ สามสิบสองประดง" ไม้เถาพืชสมุนไพรรักษาโรคได้ชะงัดนักของไทยเราอีกชนิดหนึ่ง ..ลาจริงๆ แล้วคราวนี้..ถือโอกาสขออนุญาต..พี่สุวรรณถ่ายรูปหมู่ด้วยกันก่อน ..ออกมาได้ประมาณ 4 กม. เห็นจะได้มั้งเจอท้องทุ่งเขียวขจี..ทนกันได้ซะที่ไหน..!?..เป็นต้องหยุดรถลงไปบันทึกภาพแปลกๆ เก็บไว้ทุกครั้งซิน่า

          เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 212 ตรงมาประมาณ 40 กม. ก่อนถึง อ.บ้านแพง จ.นครพนม ประมาณ 7-8 กม. ด้านขวามือเห็นป้ายบอกทางเข้าอุทยานแห่งชาติภูลังกา เลี้ยวเข้ามาอีก 3 กม. ก็ถึงที่ทำการอุทยานฯ ซึ่งในบริเวณนี้จะมีน้ำตกตาดโพธิ์ ที่กำเนิดจากเทือกเขาภูลังกา มีทั้งหมด 4 ชั้น แต่ละชั้นมีความงามที่แตกต่างกันไป

          ไก่ย่างหมดไป 2 ตัว..เราถึงลำอาพี่วัชรินทร์ ปิตะสุทธิ์ ทำหน้าที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูลังกา ออกมาในตอนบ่ายเลี้ยวขวาเข้าเส้นทางเดิม (212) มาสักพักแล้วเปลี่ยนมาใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 2390 ตรงมา อ.ศรีสงคราม ต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 2132 เข้า จ.สกลนคร ตลอดทางที่ผ่านมาก็แวะเวียนหยุดรถถ่ายรูปกันเรื่อยมาตลอดทางอย่างไม่เร่งรีบ..เถลไถลไปตามเรื่อง

          เลาะเรียบหนองหานมาบนทางหลวงหมายเลข 22 (สกลนคร) จากนั้นเลี้ยวขวามาใช้ทางหลวงหมายเลข 213 (สกลนคร-กาฬสินธุ์) ผ่านตำหนักภูพานราชนิเวศน์ ถึงหลักกิโลเมตรที่ใหญ่ที่สุดในโลก ห่างจากสกลนคร 15 กม. ถนนที่มีเส้นทางคดเคี้ยวไปมาเหมือนงูที่ถูกย่างหรือปิ้งจึงเรียกว่า "ปิ้งงู" และบริเวณโค้งปิ้งงูนี้มี "น้ำตกคำหอม" น้ำตกเล็กๆ ให้เที่ยวชมอีกด้วย

          ตรงมาถึงหลักกิโลเมตรที่ 25 เลี้ยวขวาเข้าที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูพาน ที่ติดอยู่ริมถนน อุทยานแห่งชาติภูพานเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งที่ 7 ของประเทศ จุดประสงค์ของเราที่แวะมาในครั้งนี้ก็หวังจะได้มีโอกาสได้ถ่ายภาพทุ่งดอกไม้บนลานสาวเอ้ แต่เรามาเร็วไปดอกไม้เพิ่งเริ่มออกดอกยังไม่บานเต็มที่ นี่..ขนาดดอกไม้ยังไม่บานนะ..เจ้าอาจารย์กะลูกศิษย์คู่นั้นยังใช้เวลาในการส่องกล้องไปไม่ใช่น้อยที่เดียว..เฮ้อ..!

          กลับมาตามเส้นทางเดิม อีก 5 กม. ถึงสกลนครเลี้ยวขวามาใช้ทางหลวงหมายเลข 2339 จุดหมายที่พักแรมคืนนี้อยู่ที่อุทยานแห่งชาติห้วยหวด จากตรงนี้เราต้องเดินทางต่อมาอีก 35 กม. ผ่าน อ.เต่างอย แวะซื้อเสบียงที่ตลาดเย็นมาเพรียบมื้อนี้อิ่มอร่อยกันเต็มที่แน่ พอสุดทางเป็นสามแยกตรงเข้าไปน่าจะเจออุทยานแห่งชาติห้วยหวด แต่หงัยป้ายเบ้อเริ่มเทิ่มว่า "อุทยานแห่งชาติภูผายล"..ฟะ ไม่เป็นไรมืดแล้วนอนที่นี่แล้วกันพรุ่งนี้ค่อยไปห้วยหวดต่อ..

          ตรงเข้ามาที่ทำการฯ บรรยากาศเงียบๆ วังเวงพิกล อีกทั้งยามนี้เป็นเวลาโพล้เพล้..ชวนให้ขุนลุกขนพอง..เย็นหลังหวาบๆ มันอย่างงัยกันนะ ..เจ้าหน้าที่เสาไฟฟ้าจากนครหลวงลงไปติดต่อเรื่องที่พัก..ได้รับการต้อนรับด้วยดี แต่..ยามที่ประจำอยู่ในป้อมบอกว่า..ว่า.. "เจ้าหน้าที่เข้าไปอยู่ด้านในกันหมด..เมื่อตอนเย็นมีเจ้าหน้าที่ของอุทยานเพิ่งเสียชีวิต" เอาละซิตู..! "ไม่เป็นไรเดี๋ยวผมไปเอากุญแจมาเปิดบ้านให้..หรือถ้าจะกางเต๊นท์ก็ไม่น่ากลัวหลอกอยู่ใกล้ๆ กันนั้นแหละ" ไอ้เราก็นึกว่าใกล้ๆ ป้อมยาม..ที่ไหนได้อยู่ใกล้ๆ คนตายซึ่งตอนนี้ยังนอนอยู่ที่เดิม..ยังไม่ได้เคลื่อนย้ายหรือจัดการใดๆ ทั้งสิ้น เหวอ.อ.อ.ๆ..แล้วครายจากล้าอยู่ด้วยละไปดีฝ่า

          บอกลาพร้อมขอบคุณพี่ยาม..เราจะไปนอนที่ห้วยหวดดีกว่าไม่อยากรบกวนเห็นยุ่งๆ กันอยู่ ออกมาโดยไม่กล้าถามสาเหตุแห่งการจากไปของเจ้าหน้าที่ พี่ยามใจดีบอกทางให้..และแถมด้วยปริศนาให้เราคิดมาจนทุกวันนี้อีกว่า..”นอนที่นี่ไม่น่ากลัวหลอกไปนอนที่อ่างเก็บน้ำหน้ากลัวกว่าตั้งเยอะ” ขับรถออกมานิดเดียวก็เจออ่างเก็บน้ำห้วยหวด..แต่วนอยู่ตั้งนานทำไมไม่เห็นที่ทำการอุทยานซักทีนะ สอบถามชาวบ้านที่ผ่านไปมาก็ชี้ทางให้..สุดท้ายกี่รอบก็กลับมาที่ภูผายลเช่นเดิม

          ลองใหม่..หาข้อมูลก่อน หยิบตำราขึ้นมาศึกษา..อือ..อุทยานแห่งชาติห้วยหวด ซึ่งได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 57 ของประเทศ ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น "อุทยานแห่งชาติภูผายล"(มาทราบหลังจากกลับมาแล้ว) ด้วยไม่รู้ว่าห้วยหวดเปลี่ยนมาเป็นภูผายล..หาอุทยานฯห้วยหวดไม่เจอแล้วตกลงจะนอนที่ภูผายลกันไหม..? เราทั้ง 5 คนไม่มีปัญหา..เว้นแต่..นู๋ตุ๊กที่เงียบอยู่คนเดียว..จึงหันมาถามหาข้อสรุป "ตุ๊ก..นอนที่ไหนก็ได้..แต่ไม่ใช่ที่นี่" โธ่..เอ้ย..นึกว่าแน่..เจ้านกเอี้ยง..ปอดแหก ฮ่าๆๆๆ

          เปลี่ยนแผนใหม่..ตกลงไปนอนที่ "อุทยานแห่งชาติมุกดาหาร" วนหาทางหลวงหมายเลข 2287 อยู่สองรอบ คงทั้งกลัวทั้งเครียดเลยสมองทึบ..คิดอะไรไม่ออก อีกทั้งมืดแล้วด้วยเลยมองอะไรไม่ค่อยเห็น สุดท้ายก็เจอจนได้แล้วมุ่งหน้าสู่ อ.ดงหลวง มาได้สักพัก..มันยังงัยนะ..มืดก็มืด..ป้ายบอกทางก็ไม่มี พอมีป้ายก็เขียนบอกว่า "โปรดระวังทางกำลังก่อสร้าง" พ้นมาหน่อยเดียวเองถนนลาดยางก็หายไป..กลายเป็นทางลูกรัง ปลอบใจตัวเองไม่เป็นไรน่าคงทำทางนิดเดียวแหละ..ที่ไหนได้ยิ่งวิ่งมาทางยิ่งเละ ลื่นเป็นบางช่วง นายตั๋น..พลขับของเราต้องเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนเป็น 4x4 ประคองรถมาเรื่อยๆ ..เสียงคุยฮาตรึม..ค่อยๆ จางหายไปเหลือเพียงเสียงหายใจเบาสลับกับการถอนหายใจ..เฮือกๆ..เป็นระยะๆ..นั่งเกาะเบาะ..ชะเง้อชะแง้..เหมือนหมานั่งอยู่หัวเรือไม่มีผิดเลยเรามองไปข้างหน้าลุ้นระทึกอยู่ตลอดเวลา..หาจุดสิ้นสุดของการทำทาง ..วิ่งมาด้วยความหวังที่เหลือน้อยลง..ลื่นอีกแล้ว..ข้างหน้าต่อไปนี้จะเจออะไรบ้างหนอ แล้วทางจะไปได้ตลอดหรือขาด แล้วต้องย้อนกลับทางเดิมไหมนะ แล้วที่เราวิ่งอยู่เนี๊ยะถูกทางหรือเปล่านะ..? โอ้ยยย..ตูตายแน่ ..สารพัดคำถาม..ที่รอคำตอบอยู่ข้างหน้า..ไม่มีใครตอบใครได้..นอกจากมุ่งหน้าไปค้นหาคำตอบ..ด้วยกัน..!!!?

          เจ้า Redio สีดำ ตอนนี้มอมแมมได้ด้วยโคลนเลน..ลื่นไถลเถลือก..ไม่ตรงทางเกือบไหลลงข้างทางไปหลายครั้ง ..มองๆ หาเผื่อจะเจออะไรให้ที่ทำให้เรารู้ว่าตอนนี้..เรายังวิ่งรถอยู่บนถนนของเมืองไทยได้บ้าง ..ให้ตายเถอะ..นี่มันถนน "สายนรกแตก" หรืองัย นั่นแท่งอะไรขาวมอมๆ เฮ้ย..หลักกิโลพอมองเห็นว่าไป อ.ดงหลง..เย้..เรามาถูกทางแล้ว ..แต่ทางเละๆ ลื่นๆ จะไปสิ้นสุดที่ไหนล่ะ..? วิ่งมาอีกประมาณเกือบๆ ชั่วโมง เห็นกลุ่มคนมีรถมอเตอร์ไซด์เป็นพาหนะ..ใจคอไม่คอยดี..เป็นพวกไหนกันนะ เราวิ่งกันมานานมากแล้วไม่เห็นมีรถสวนไปหรือตามมาสักคันเลย..พอเข้ามาใกล้เสียงเฮ..เริ่มกลับคืนมา เป็นกลุ่มเด็กวัยรุ่นคาดว่าคงจะเดินทางกลับบ้านเพราะสภาพทั้งรถทั้งคน..เหมือนผ่านศึกโคลนเลนมาโชกโชนที่เดียว..ยังอีกไกลน้องเอ้ย..

          ฟ้าหลังฝนสดใสเสมอ.. แล้ว..ก็ถึงจุดสิ้นสุดเส้นทางก่อสร้าง..เป็นอันว่าพวกเราได้ชดใช้กรรมถนนสายนรกแตกหมดเสียที วิ่งต่อมาตามเส้นทางเดิมจนถึงแยก อ.ดงหลวง เลี้ยวขวาเปลี่ยนมาใช้ทางหลวงหมายเลข 2292 จนเจอทางแยกก่อนถึง อ.คำชะอี เลี้ยวซ้ายอีกครั้งเข้าสู่ทางหมายเลข 2042 ตรงมามุกดาหาร ..น้ำมันใกล้หมดเต็มทีแล้ว..มองหาปั๊มน้ำมันก็เจอแต่ปั๊มที่ปิดไปแล้ว..สันนิษฐานว่าคงจะเจ๋งมั้ง..! จนถึงตลาดมุกดาหารถึงได้เติมน้ำมันกัน..เรียบร้อยแล้วเดินทางต่อ..จากมุกดาหารตรงไป อ.ดอนตาล อีกแค่ 15 กม. แล้วเลี้ยวขวามา 2 กม. ก็ถึงอุทยานแห่งชาติมุกดาหารแล้ว

          สงสัยกรรมยังไม่หมด..เจอทางกำลังก่อสร้างอีกแล้วคราวนี้ฝุ่นฟุ้งเลย..มองหาทางเข้า อุทยานฯ เรื่อยมาทำไมไม่ถึงซักทีนะ นี่มัน 20 กว่าโลแล้วนะ ข้างหน้ามีทางแยก..นายเสริฐ.หันมาถามไปทางไหน ขยับตัวขึ้นมาอ่านป้ายบอกทาง..แยกขวาไป อ.เลิงนกทา "เอ้ย..สงสัยผิดทางหยุดรถถามดีกว่า" ..นายเสริฐลงไปถามร้านค้าริมทาง..ผลออกมาว่า..ข้าพเจ้าพามาผิดทางเนื่องจากอาการช็อค..เลยขี้เกียจดูแผนที่..อาศัยความจำเดิมในครั้งก่อนว่ามาตามทางหลวงหมายเลข 212 แล้วเข้า 2034 ตรงมา อ.ดอนตาล แต่ลืมไป..ครั้งก่อนมาจากนครพนม ..ย้อนเข้ามุกดาหาร..เลี้ยวขวาตรงปั๊มน้ำมันที่เราแวะเติมเมื่อสักครู่..ปรากฏว่า..เรามาถึงปั๊มปิดไปอีกแล้ว สรุปได้ว่า…ข้อสันนิษฐานของเราผิด ..จริงๆ คือ..เขาไม่ได้เปิดให้บริการตลอด 24 ชม. ตะหากเล่า..

          ลมสว้านเกือบรับประทาน..เจอเหตุด่วนเหตุร้ายเข้าไปหลายเรื่อง ..ถึงอุทยานฯ มุกดาหาร ก็ล่วงเลยห้าทุ่มไปแล้ว..เข้ามาติดต่อขอพักแรมกับทางอุทยาน..ได้รับการต้อนรับด้วยดีเห็นอกเห็นใจช่วยจัดการเรื่องที่พักให้ด้วยความเต็มใจยิ่ง..เรารู้สึกขอบคุณในน้ำใจไมตรีของพี่เจ้าหน้าที่ทุกๆ คน ..จัดให้พักที่ "บ้านหญ้าคา" ซึ่งการมาครั้งก่อนเราก็ได้พักบ้านหลังนี้ จึงรู้สึกคุ้นเคยเหมือนกลับมาเยี่ยมบ้าน..ยังไงไม่รุ๊

          ช่วยกันคนละมือละไม้.. จัดการปรุงอาหารมื้อเย็นตอนดึกๆ อย่างรวดเร็ว..ไม่นานก็ล้อมวงลิ้มรสอาหารแสนโอชะก่อนนอน บ่นง่วงๆ กันแต่พอกินอิ่มนึกว่าจะนอน ตั้งวงดู "ดาวลอย" ท่ามกลางสายฝนโปรยปรายกันอยู่อีกพักใหญ่ จึงล้มตัวลงนอนบริเวณระเบียงหน้าบ้านนี่แหละ "พี่ยุ้ย..มานอนตรงนี้เร็ว" เรียกให้มานอน..ทำนั่งเฉยไม่ยอมขยับ..ตาปรือจะหลับอยู่แล้ว..บอกยังไง๊ก็ไม่ลุกเจ้าตุ๊กเข้าไปบอกอีกจึงยอมเปิดปากพูด "พี่ลุกไปไหน..ม่ายด้าย.ย.ย.." กั๊กๆ ก๊ากๆ เป็นงัยเห็นหรือยัง..พี่ยุ้ยอยากมาววววววว



กลับเถอะ..เป๋อไม่เลิกนะเรา../..2 ก.ย. 45

          อรุณวันใหม่..สดใสจริงๆ โปรแกรมต่อไปหลังอาหารเช้าเราจะขึ้นไปเที่ยวชมกลุ่มหินเทิบและลานดอกไม้ ฝนตกมาอีกแล้วระหว่างรอฝนหยุดอยู่ว่างๆ ..เจ้านกเอี้ยง..ปอดแหก..จึงทำข้าวผัดแหนมเก็บไว้สำหรับมื้อเที่ยงซะเลย พอฝนหายเราเริ่มออกเดินชม..แหล่งท่องเที่ยวของอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 59 ของประเทศ เดิมชื่ออุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ แล้วเปลี่ยนมาเป็นอุทยานแห่งชาติมุกดาหารในปัจจุบันนี้ จุดเด่นในบริเวณนี้ก็มีกลุ่มหินเทิบ ลานมุจรินทร์ ผาอูฐ ดอกไม้เล็กๆ พวกสร้อยสุวรรณา ดุสิตา กระดุมเงิน หนาวเดือนห้า หญ้าน้ำค้างจะมีขึ้นอยู่กระจายทั่วลานหิน

          วันนี้มาเร็วไป..ดอกไม้ยังออกไม่มากนักมีเพียงปะปราย ที่เยอะหน่อยก็เป็นหนาวเดือนห้า..แผ่กิ่งก้านคล้ายหนวดปลาหมึกสีแดงเพลิงบนลานหินที่มีน้ำชื้นแฉะ ตากล้อง..ออกตะเวนเก็บภาพดอกไม้ตามจุดต่างๆ ส่วนนักรบขาดอาวุธอย่างเราหมดทางสู้เลยเดินขึ้นไปนั่งชมวิวบนศาลาหกเหลี่ยมกลางลานมุจรินทร์..มองเห็นวิวโดยรอบได้ไกลสุดสายตาที่เดียว ..เจอวิวสวยแล้วอดไม่ได้ที่ต้องแบ่งปันความสุขให้เพื่อนๆ ที่ไม่มีโอกาสได้มาเห็น หยิบโทรศัพท์มาโทรไปจาระไนความสวยงามจนปากแห้งจึงวางสาย ลมพัดเย็นสบายดีจัง..เขาไปอยู่ตรงไหนกันหมดนะ ฮ้าววว..zz..zz..Zz.

          เที่ยงแล้ว.. กลับลงมาตามทางเดิมหลับไปหนึ่งตื่น เริ่มเห็นความงามของธรรมชาติ..ขอร้องนะตุ๊กช่วยถ่ายรูปให้หน่อย เห็นไหมว่าประติมากรรมธรรมชาติสวยงามแค่ไหน..จินตนาการดูซิ นี่คล้ายมงกุฎ จานบิน ดอกบัวบาน หัวจระเข้ สฟิงค์ เครื่องบิน เห็ดโคน เก๋งจีน อู๊ย..เยอะแยะ..แปลกๆ ทั้งนั้น

          ลงมาถึงก็กินข้าวผัดแหนมซะเกลี้ยงหม้อ..แล้วเก็บสัมภาระขึ้นรถแพ็คเรียบร้อย ..มาลำอาพี่ๆ เจ้าหน้าที่ บอกลาคนบอกลาป้ายเรียบร้อย ..พร้อมออกเดินทางมาในตอนบ่าย

          จากอุทยานเลี้ยวขวา..ถึง อ.ดอนตาล เลี้ยวขวาอีกทีเปลี่ยนมาใช้ทางหลวงหมายเลข 2277 ก่อนถึง อ.เลิงนกทา ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 24-26 มีแยกขวาเข้ามา 1 กม. ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัว ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาตุลำดับที่ 75 ของประเทศ จุดเด่นที่น่าสนใจมีสระดอกบัวตามธรรมชาติบนยอดภูสระดอกบัว ภูผาแต้ม ลานหินบนภูวัด ภูผาหอม ภูผาแตก

          ไม่ได้ขึ้นไปเที่ยวชมจุดต่างๆ ของอุทยานฯ นอกจากเข้ามาประทับตราอุทยานแล้วกลับออกมาเลี้ยวขวาตรงมา อ.เลิงนกทา แล้วเปลี่ยนมาใช้ทางหลวงหมายเลข 2169 ผ่าน อ.ไทยเจริญ อ.กุดชุม อ.ทรายมูล ถึงยโสธร ต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 202 ถึง อ.สุวรรณภูมิ จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 214 ตรงมาสุรินทร์

          เรื่องของเรายังไม่หมด..ระหว่างทางแวะปั๊มพักรถ ได้โอกาสทำธุระ และหาอุปกรณ์ขยายตาช่วยลดความอ่อนเพลีย..เราเดินวนเวียนหาของถูกใจยังไม่ได้เลยหยิบผ้าเย็นมาให้นายตั๋น..ก่อน เห็น..ปรับเบาะเอนลงทำนอนเฉยไม่สนใจใคร..ด้วยความหมั่นไส้เลยทำท่าปาผ้าเย็นใส่..มันก็เฉยอีก เดินมาใกล้กำลังจะเปิดรถเข้าไป..เอ..ทำไมที่เปิดต่ำจัง หยุดมองจ้องผ่านกระจกเข้าไป อ้ายยยยย..ย..ครายไม่รู้อยู่ในรถ จ๊ากๆๆๆ ไม่ใช่รถนายตั๋น..นี่หว่า ..จึ๋ย..เป๋ออีกแย้ว buf. เอ้ย ด้วยความอาย..หันหลังกลับมาเจอรถนายตั๋น..จอดอยู่ข้างซุปเปอร์น่ะเอง พอส่งผ้าเย็นให้นายตั๋น..หัวเราะก๊าก..ลงไปกองอยู่ข้างรถนั่นเอง….!!!

          เข้ามาหยิบไอศกรีมกินลดอาการ..เอ๋อ..จับกลุ่มนั่งกินที่โต๊ะหินอ่อนหน้าประตูทางเข้าซุปเปอร์ รถคันนั้นยังไม่ไป..สักพักหญิงสาวในชุดข้าราชการซึ่งรอจ่ายเงินต่อจากเราก็เดินผ่านออกไปชำเรืองมองยิ้มๆ ขึ้นไปนั่งในรถคันนั้นแล้วพูดอะไรกันไม่รู้..ก่อนขับรถออกไปหันมามองแล้วหัวเราะกันยกใหญ่เลย..แงๆๆๆ..นู๋..อ้าย..อาย..ง่ะ ..แทนที่พวกจะสงสารเรา..ดันตั้งข้อสังเกตว่า "ทริปนี้เป็นอารัย..ถึงได้..เป๋อ..ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันกลับเลย..ฮึ.." ฮือๆ..ไม่ยู้โฟ้ย

          ออกจากปั๊มมาแล้วก็ยังไม่สำนึกกันหลอกนะ..ใกล้ค่ำแล้วยังไม่ถึงสุรินทร์เลย เห็นทุ่งนาข้างทางสวยดีก็จอดรถข้างทางลงไปเดินอยู่ข้างถนนหามุมมองที่ถูกใจถ่ายภาพกัน ยังความข้องใจให้กับรถที่ผ่านไปมาว่าผู้หญิง 4 คนนี้ มีปัญหาอะไรถึงมาเดินท่อมๆ อยู่แถวนี้ โธ่..ไม่มีปัญหาอะไรหลอกพี่..พยายามถ่ายรูปทุ่งไรปลายนาให้ฟิล์มหมดๆ ไปไม่อยากให้เหลือคาอยู่ในกล้องเท่านั้นเองจ้ะ

          มืดเลย..พอถึงสุรินทร์ เราเปลี่ยนมาใช้ทางหลวงหมายเลข 226 ผ่านบุรีรัมย์ มาเข้าทางหลวงหมายเลข 2 ที่นครราชสีมา น้ำย่อย..ย่อยกระเพาะเราเกือบหมดแล้ว..พักกินข้าวต้มที่ตลาด อิ่มแล้วออกเดินทางตรงดิ่งมาส่งนายเสริฐกะยายตุ๊กที่เดิม จากนั้นมาส่งไพรินทร์ที่กรมชลประทานปากเกร็ด..ส่วนที่เหลือร่วมเราด้วย 3 คน มาถึงบ้านก็ตีสองเข้าไปแล้ว..ง่วงจะแย่..ยกของลงจากรถมากองไว้เต็มบ้าน..ม่ายหวายแย้วปายนอนกันดีกว่า..พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าไปทำงานอีก

ขอบคุณ..ประเทศไทย, เจ้าหน้าที่ป่าไม้
คุณ..Redio และทีมงานตามรอย..กระบือ
..งัว..ตกน้ำ..บรรยาย
นกเอี้ยง..ปอดแหก, นายตั๋น นายเสริฐ..ภาพ

 

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า..เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว

          ก่อนที่จะประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว แต่เดิมเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงภูวัว เมื่อปี 2518 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้ป่าสงวนแห่งชาติดงภูวัวแห่งนี้ เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว ซึ่งมีพื้นที่ทั้งหมด 116,562 ไร่ หรือ 186.5 ตารางกิโลเมตร

ลักษณะภูมิประเทศ

          เป็นหน้าผาสูงชัน ทางทิศตะวันออก แล้วค่อยลาดไปทางทิศตะวันตก จุดสูงสุดคือ ภูวัวเหนือถ้ำสูงซึ่งสูง จากระดับน้ำทะเล 448 ฟุต ลักษณะหินบนภูวัวโดยทั่วไปเป็นหินทราย มีลำห้วยใหญ่ ๆ คือ ลำห้วยชะแนน ซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำโขงอีกที

ลักษณะภูมิอากาศ

          ฤดูฝน ฝนจะตกชุกทุกปี มีความชื้นเย็นสบาย หน้าแล้ง จะแห้งแล้ง เกิดไฟป่าเป็นประจำ ฤดูหนาวอากาศจะหนาวเย็นมีหมอกปกคลุมโดยทั่วไป

ชนิดป่าและพรรณไม้

          บริเวณภูวัวส่วนกลาง เป็นป่าดิบชื้น มีไม้ยางขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นส่วนบนของภูวัว 30 % เป็นป่าเต็งรัง และอีก 70 % เป็นป่าดิบชื้น มีพรรณไม้พวกไม้ก่อ ไม้ตะเคียนทอง ไม้ตะเคียนหิน ไม้พยุง ไม้ชิงชัน ไม้มะค่าโมง

สัตว์ป่า

          แต่ก่อนป่าดงภูวัว เคยมีสัตว์ป่าพวก เก้ง กวาง ช้างป่า เสือ เลียงผา อยู่ชุกชุม แต่ถูก ชาวบ้านล่าจนเกือบจะสูญพันธุ์ บางชนิดก็สูญพันธุ์ไปแล้ว และที่ยังเหลืออยู่ช้างป่าประมาณ 10 ตัว กระจง หมูป่า ลิง อีเห็นฯลฯ

แหล่งธรรมชาติและกิจกรรม

          เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว มีจุดที่น่าสนใจ น่าท่องเที่ยวอยู่หลายแห่ง คือ น้ำตกชะแนน อยู่ติดกับหน่วยพิทักษ์ป่าชะแนน ซึ่งมีน้ำตกที่สวยงามมาก และธรรมชาติของขัวหิน (สะพานหิน) ที่น้ำตกลงมาแล้วหายไปจากพื้นดิน ลอดใต้ขัวหินออกไป และน้ำตกเจ็ดสี อยู่ใกล้กับหน่วยพิทักษ์ป่า ดอนเสียด น้ำตกถ้ำพระ ภูวัว เหนือถ้ำน้ำพราย น้ำตกถ้ำฝุ่น ผาสี่แจ ถ้ำหินตั้ง ลานอเมริกา

การติดต่อและสิ่งอำนวยความสะดวก

          เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว มีบ้านพักรับรองให้ สำหรับนักท่องเที่ยว และบริการคนนำทางขึ้นชมธรรมชาติบนภูวัว โดยท่านต้องติดต่อล่วงหน้า




MrBackpacker.com