|
MrBackpacker.com
น้ำตกห้วยปิ เรื่องโดย แมวมอมแมม , ได้ฤกษ์สักกะที "นี่ ! ไอ้เก๋ เมื่อไหร่แกจะได้ฤกษ์ส่งเรื่องให้ชั้นสักที ดองจนมันเค็มได้ที่แล้วมั้ง" ลุยเมืองระนอง พอมาถึงฟ้าเพิ่งเริ่มเปิด เราก้อเริ่มสอดส่ายสายตาหาสาวบี (นัดเจอกันปลายทางที่โชคอนันต์ เอ..คนไหนหว่า และแล้วเราก้อได้เพื่อนใหม่เพิ่มขึ้นมาอีก โทรคุยกันตั้งหลายหน เพิ่งเจอตัวเป็น ๆ กันเนี่ยแหล่ะ
ก่อนมาที่นี่อุตส่าห์ถามสภาพดินฟ้าอากาศอย่างดี พี่ท่านบอกว่า "โอ๊ย สบาย แล้งมาหลายอาทิตย์แล้ว" แต่พอพวกเรามาถึงไหงมีเมฆฝนตั้งเค้าทะมึนมาแต่ไกลฟะเนี่ย พอมาถึงหน่วยหลังจากที่ทำความรู้จักป้าแต๋วกะพี่พรานใหญ่ที่ล่วงหน้ามาร่ำสุรากันก่อนแล้ว ก้อเริ่มสูตรเดิมเป๊ะ คือเปลี่ยนเสื้อผ้า เตรียมสัมภาระที่จำเป็นในการเข้าป่า อ้อ ! ขนาดว่าระวังตัวมาเป็นอย่างดียังอุตส่าห์โดนอั่ย ซัด หลอกให้กินใบกระท่อมจนด้ายย.. เล่นเอาเมาตั้งแต่ยังไม่เริ่มเดินเลย แบกเป้ขึ้นเขา
พอเริ่มเห็นทางเดิน ก้อเริ่มคิดได้ว่า เอ !! นี่ตูข้าฯ หาเรื่องลำบากใส่ตัวอีกแล้วเหรอเนี่ย อยู่บ้านนอนสบาย ๆ ไม่ชอบ กระเสือกกระสนหาความลำบากเหลือเกิน ก้อเส้นทางที่เดินน่ะ มองไปเห็นแต่ ทางขึ้นแล้วก้อขึ้น หาทางลงไม่เจอเล้ย เมื่อเดินมาพอเหงื่อชุ่มหลังก้อถึงเวลาหม่ำกันแล้ว ตอนนี้ชักเริ่มเห็นรำไรแล้วว่าหนทางข้างหน้าไม่มีน้ำแน่นอน เฮียกอล์ฟแกเลยให้รวบรวมขวดน้ำแล้วก้อไปเดินหาแหล่งน้ำ ปรากฏว่ากลับมามือเปล่าพร้อมข่าวดีก้อคือ เจอดงบัวผุดห่างจากที่กินข้าวไปไม่เท่าไหร่ พอเก็บของเรียบร้อยพวกเราก้อไปชักภาพบัวผุดกลับมาให้ผองเพื่อนได้ชื่นชม อ้อ ! เดินไปอีกหน่อยก้อเจอรังหมู ลักษณะเหมือนเป็นพวกเศษหญ้ามาสุม ๆ กันจนเป็นเนินขึ้นมา และมีรูเล็ก ๆ สำหรับมุดเข้า ตอนแรกก้อนึกว่าโดนอำอีกแล้ว แต่ได้รับการยืนยันว่าเป็นรังหมูจริง ๆ เอ ! มันเข้าไปได้งัยหว่า รูเล็กนิดเดียว แล้วครอบครัวมันจะอยู่กันพอเหรอเนี่ย ?? หลังจากสนุกสนานกับการชักภาพกันแล้ว ก้อเริ่มทรมานร่างกายตัวเองต่อ แต่สงกะสัยว่าพระพิรุณคงเห็นพวกเราร้อนกันมาก เลยกระหน่ำฝนลงมาให้ถ้วนทั่ว เฮ้อ!! เดินขึ้นเขาอย่างเดียวทางชัน ชัน ก้อทุลักทุเลพอแล้ว มาเจอทางลื่น ๆ กะเป้อุ้มน้ำอีกสุดจะบรรยายจริง ๆ
ตั้งแต่ออก Trip มาครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ทำกับข้าวกันเร็ว บ่ายสามก้อเริ่มทำแล้ว อ้อ!! ม่ายอยากจะคุย trip นี้เราได้โชว์ฝีมือ (ที่ไม่ค่อยจามี) ทำกับข้าวเองด้วย แหม ! ก้อปกติน่ะ จองแต่หน้าที่กิตติมศักดิ์ตลอด (แหะ แหะ พูดง่าย ๆ ก้อล้างจานน่านแหล่ะ) ได้ยินพี่เชษฐ์แอบบ่นอุบอิบว่า แล้วตูจาแหลกล่ายมั้ยเนี่ย แหม! ไม่ค่อยดูถูกันเลยนะ อร่อย ไม่อร่อยก้อเห็นกินกันหมดแหล่ะน่าาาา กำลังตั้งวงทำกับข้าวกันอยู่ดี ๆ สักพักได้ยินเสียงร้องดังแว่วมา ปรากฏว่า เจ๊อ๋อ นอนท่าไหนก้อม่ายรู้หล่นตุ้บจากเปลลงมา พร้อมกับภาพกึ่งเปลือยท่อนล่างอยู่ในสายตาป้าแต๋วพอดี เอ ! งานนี้ใครโชคดี ใครโชคร้ายล่ะเนี่ย ??? อั่ย ซัด รำพัน คืนนี้แต่ละคนไม่ค่อยมีเสียงกันเท่าไหร่ เนื่องจากเจอทั้งทางชันและสายฝน กินยากันคนละเม็ดสองเม็ดแล้วประจำที่ ขณะที่เรากะลังสวดมนต์ก่อนนอนอยู่ดี ๆ มีเสียงจากเปลข้างล่างคุยกันแว่ว ๆ เข้าหูมาว่า "
เห็นพี่เป็นคนสนุกสนานเฮฮาบ้าบออย่างนี้ แต่พี่ก้ออยากจะมีใครสักคนดูแล ห่วงใย เอาใจใส่บ้าง
." งานนี้เล่นเอาเราแทบปล่อยก๊ากให้ได้ ม่ายรู้ว่าหลวงพ่อกระเจิงไปไหนบ้าง ต้องนิมนต์กลับมาฟังเราสวดใหม่อีกรอบ ขอโทษนะพี่เชษฐ์ ข้าพเจ้าไม่ได้แอบฟัง แต่มันได้ยินเองอ่ะ เดินหน้าสู่น้ำตกห้วยปิ รุ่งขึ้นเราเริ่มออกเดินทางทวนสายน้ำ ย่ำรอยกระทิง เรียกว่าเดินทับรอยมันขึ้นเขาเกือบทุกฝีก้าว ดีนะที่เป็นรอยเมื่อคืน ถ้าเป็นรอยตอนเช้า ไม่ใครก้อใครได้วิ่งกันมั่งล่ะน่า แต่การเดินทางวันนี้พวกตัวกระทัดรัดฉบับกระเป๋าค่อนข้างได้เปรียบเพราะต้องมุดดงไผ่ตลอดเรียกว่าแทบมองไม่เห็นท้องฟ้ากันเลย ยิ่งเดินเรายิ่งไต่เขาขึ้นทุกที ทุกที เมื่อถึงยอดเขาหลังจากนั่งพักเหนื่อยกันเรียบร้อยแล้ว พี่กอล์ฟกะพี่บ่าวไข่ก้อเริ่มแถลงการณ์ เกี่ยวกับชะตากรรมของคณะเรา มีเสียงดังแว่ว ๆ ขึ้นว่า "เอ งี้หลงใช่ป่ะเนี่ย" เฮียกอล์ฟแกรีบบอกทันทีว่า อืมม์..ที่เราเดินมาเนี่ย เค้าไม่ได้เรียกหลงหรอก แค่เดินออกนอกเส้นทางนิดหน่อย แหะ แหะ แววมันออกตั้งแต่รู้ว่ามากับคนแบกเป้แล้ว มาทีไร ได้หลงกัน ทุ้กก..ที จากนั้นเราเลยได้ข้อสรุปกันใหม่ว่าเราจะเปลี่ยนการสำรวจน้ำตกเหวรูมาเป็นน้ำตกห้วยปิแทน ว่าแล้วก้อเคลื่อนขบวนกันต่อไป ช่วงแรกที่เดินตัดเขา เมื่อเจอใบหูหมีที่ขึ้นอยู่ข้างทาง พี่กอล์ฟบอกกับพวกเราว่า นี่แหล่ะของอร่อย หากินยาก พร้อมกับร้องบอกให้น้องกบเด็ดไว้เพื่อเป็นเสบียง แต่พอเดินไปสักพักก้อพบว่า เอ ยิ่งเดิน ความถี่ในการเจอก้อยิ่งเพิ่มขึ้นทุกที ทุกที อืมม์ เขาลูกนี้น่าจะตั้งชื่อว่าเขาหูหมี ซะดีมั้งเนี่ย ??? แม้วตกดอย ???
จุดสุดท้ายก่อนจะถึงความสบายก้อคือหินที่ลาดชันและลื่นที่พวกเราต้องไต่ลงมาอย่างระมัดระวัง ไม่งั้นได้ลงไปกระแทกหินในน้ำแน่ ๆ "ว้ายยย โครม" ทุกคนตกใจกันถ้วนทั่ว มองไปมองมาปรากฏว่าเจ๊อ๋อ ลื่นล้มก้นกระแทกหิน งานนี้ก้นเจ๊แกปลอดภัย แต่หินก้อนใหญ่ ๆ แตกเป็นสองซีก อืมม์ สงสารก้อนหินจัง ทำไมไม่หลบอีตอนเจ๊แกทิ้งตัวลงมา ??? ค่ำคืนสุดท้าย หลังจากที่ได้ที่พักผ่อนหลับนอนในคืนสุดท้าย ก้อมาสำรวจร่างกายกัน เราโดนหนามตำมือพรุน บี เจ๊อ๋อ ป้าแต๋ว เป็นที่รักของมวลทากทั้งหลาย ทั้งซอกคอและรอบเอว ส่วนบาส หลังจากที่เอาหน้าแข้งทดสอบความแข็งกับหิน ปรากฏว่า หน้าแข็งบวมช้ำ พี่หมึกดำที่อุตส่าห์ทะนุถนอมพุงมาอย่างดี ไขมันหาย พุงยุบไปตั้งเยอะแน่ะ เนื้อม้ากะหอกข้างแคร่
ส่วนน้องซุป ไอ้แขกกินหมู หลังจากเมาได้ที่ ก้อออกไปละหมาดท่ามกลางแสงจันทร์เสียงดังทั่วทั้งป่า พอเดินกลับเข้ามาก้อตรงไปยังเปล ใครจะฉุดยังงัยก้อไม่สนนอนกอดเปลอย่างแน่นเหนียว เหลียวมาดูพี่หมึกดำ หลับไปเมื่อไหร่กันเนี่ย เห็นพี่แกหลับท่าทางน่าสงสาร ดังนั้นพวกเราโดยมีป้าแต๋วเป็นแกนนำ ก้อจัดท่านอนให้ใหม่ กะว่าถ่ายรูปไว้แบล็คเมล์โดยเฉพาะ น้ำตกรสแกงส้ม ช่วงเช้าเราแบ่งกันเป็นสองกลุ่ม ตามอัธยาศัย ใครใคร่ถ่ายรูปน้ำตกก้อเดินกันไป แต่เรา บี ป้าแต๋ว ขออยู่เฝ้าที่พัก ส่วนพี่พรานใหญ่หนีไปสร้างโลกส่วนตัวกะสมุดวาดภาพ เราสองคนกะป้าแต๋วได้มุมเล่นน้ำอย่างสงบ แต่เอ...สักพัก ทำไมมันมีผักลอยมาหว่า ทั้งแตงกวาและกระหล่ำปลี สงกะสัยว่าน้ำตกมันคงจะแรงมากเลยแฮะ เซาะหินจนน้ำเป็นขาว ที่ไหนได้พอเดินกลับยังจุดพัก ทุกคนนั่งหัวเราะพร้อมกับถามว่าน้ำตกรสแกงส้มอร่อยมั้ย อ้อ ของหวานก้อส่งไปให้นะ แป้งแพนเค้กงัย อืมม์ กะว่าเล่นน้ำเสร็จจะมาทำแพนเค้กกินสักกะหน่อย อดซะแล้ว เที่ยงกว่า ๆ ได้เวลาเดินทางกลับ เราเดินกันแบบสบาย ๆ ตามสายน้ำไปเรื่อย ๆ และแล้ว พระพิรุณก้อกระหน่ำครั้งสุดท้ายเป็นการสั่งลา ลาก่อนน้ำตกห้วยปิ สักวันจะกลับมาเยือน ขอบคุณพี่บ่าวไข่ที่ช่วยสละเวลามานำทาง
MrBackpacker.com |