MrBackpacker.com
น้ำตกห้วยปิ

เรื่องโดย แมวมอมแมม ,

ได้ฤกษ์สักกะที

          "นี่ ! ไอ้เก๋ เมื่อไหร่แกจะได้ฤกษ์ส่งเรื่องให้ชั้นสักที ดองจนมันเค็มได้ที่แล้วมั้ง"
          เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก้อไม่รู้ที่พี่เก่งทวง หลังจากที่กลับจากเขาทุ่ง เรารับปากอย่างดิบดีว่าจะเขียนเรื่องส่ง แต่รู้สึกอุปสรรคมันเยอะเหลือเกิน เขียนไปได้หน่อยนึง ก้อไม่สบายต้องหยุดไปพักนึง พอเริ่มมีอารมณ์เขียนปรากฏว่าคอมพ์เจ๊ง เพิ่งซ่อมเสร็จเนี่ยแหล่ะ เฮ้อ…ไม่รู้อาถรรพ์อะไรกันนักกันหนา ว่าแต่ว่าพวกเราเนี่ยสงกะสัยจะโดนไสยดำของชาวพะโต๊ะมั้ง เวลาเค้าโทรมาชวนนี่ ใจง่ายหอบเสื้อผ้าตามมาทุกกก..ที ยิ่ง Trip นี้ เป็น Trip สำรวจเขาทุ่งเส้นทางใหม่ ซึ่งยังไม่มีคณะไหนเปิดบริสุทธิ์มาก่อน ได้พี่บ่าวไข่ซึ่งเคยท่องเที่ยวบนนี้เมื่อประมาณ 10 ล่วงมาแล้วเป็นคนนำทาง งานนี้ลุ้นกันมันละฮับ ว่าเช้าวันอังคารจะถึงกรุงเทพรึป่าว (ถ้าพลาด สงกะสัยซองขาว วางบนโต๊ะทำงานแน่ แน่)

ลุยเมืองระนอง…

          พอมาถึงฟ้าเพิ่งเริ่มเปิด เราก้อเริ่มสอดส่ายสายตาหาสาวบี (นัดเจอกันปลายทางที่โชคอนันต์ เอ..คนไหนหว่า และแล้วเราก้อได้เพื่อนใหม่เพิ่มขึ้นมาอีก โทรคุยกันตั้งหลายหน เพิ่งเจอตัวเป็น ๆ กันเนี่ยแหล่ะ
ตั้งนานที่หน่วยก้อยังไม่มีใครมารับ พี่เสริฐ, พี่เก่ง, บาส, เจ๊อ๋อ และเรา เลยถือโอกาสสำรวจตลาดระนองด้วยการไปกินติ่มซำ แล้วพี่เสริฐก้อบอกว่ามื้อนี้จะเป็นมื้อสุดท้ายของพวกเราที่ได้กินอย่างอร่อย ขอให้กินกันให้เต็มที่ อืมม์…เต็มที่กันจริง ๆ กินซ้าาา..จนเอาเข่งติ่มซำมาสร้างคอนโดได้เลย กลับมาที่โชคอนันต์ เป้ทุกคนอันตรธานหมด ที่แท้รถจากหน่วยมาถึง ขณะที่พวกเรายังสนานกะติ่มซำกันอยู่ น้อง ๆ เลยแบกมาใส่รถให้

เฮียกอล์ฟ มากับชุดโรงพยาบาล
          มุขแรกที่ชาวพะโต๊ะนำมาต้อนรับถึงระนองก้อนี่เล้ย… เฮียกอล์ฟในชุดผู้ป่วยโรงพยาบาลระนอง ประมาณว่าพี่ท่านเกิดอุบัติเหตุระหว่างทาง แต่ด้วยหน้าที่ก้อต้องตะเกียกตะกายมารับ เล่นเอาสาวบีกะพี่เสริฐหน้าซีด คิดว่าเฮียแกได้รับอุบัติเหตุจริง ๆ ซะแล้ว แต่ขอโทษงานนี้ไม่ได้แอ้มเรากะพี่หมึกดำหรอก โดนมาจนไม่เชื่อใจอีกแล้ว แต่ยอมรับว่าทุ่มทุนสร้างกันจริง ๆ อุตส่าห์ขโมยชุดมาจากโรงพยาบาลมาเล่น

          ก่อนมาที่นี่อุตส่าห์ถามสภาพดินฟ้าอากาศอย่างดี พี่ท่านบอกว่า "โอ๊ย สบาย แล้งมาหลายอาทิตย์แล้ว" แต่พอพวกเรามาถึงไหงมีเมฆฝนตั้งเค้าทะมึนมาแต่ไกลฟะเนี่ย

          พอมาถึงหน่วยหลังจากที่ทำความรู้จักป้าแต๋วกะพี่พรานใหญ่ที่ล่วงหน้ามาร่ำสุรากันก่อนแล้ว ก้อเริ่มสูตรเดิมเป๊ะ คือเปลี่ยนเสื้อผ้า เตรียมสัมภาระที่จำเป็นในการเข้าป่า อ้อ ! ขนาดว่าระวังตัวมาเป็นอย่างดียังอุตส่าห์โดนอั่ย…ซัด หลอกให้กินใบกระท่อมจนด้ายย.. เล่นเอาเมาตั้งแต่ยังไม่เริ่มเดินเลย

แบกเป้ขึ้นเขา…

ดอกบัวผุดที่ยังไม่บาน
          และแล้วขบวนการขนหมู เอ้ย ! ขนหนุ่มสาวที่น่ารักทั้งหลายเพื่อไปปล่อยป่าก้อเริ่มอุบัติขึ้น เริ่มแรกก่อนเดินคือ ทุกคนเตรียมพร้อมสำหรับเจ้าสัตว์แสนรัก กระหน่ำทาทั้งยาฉุนแช่น้ำผสมปูนกินกะหมากของพี่หมึกดำ สเปรย์ยาฉุนสูตรน้องกบ ตะไคร้หอมของบาส เฮ้อ…จาเอาอยู่มั้ยเนี่ย

          พอเริ่มเห็นทางเดิน ก้อเริ่มคิดได้ว่า เอ !! นี่ตูข้าฯ หาเรื่องลำบากใส่ตัวอีกแล้วเหรอเนี่ย อยู่บ้านนอนสบาย ๆ ไม่ชอบ กระเสือกกระสนหาความลำบากเหลือเกิน ก้อเส้นทางที่เดินน่ะ มองไปเห็นแต่ ทางขึ้นแล้วก้อขึ้น หาทางลงไม่เจอเล้ย เมื่อเดินมาพอเหงื่อชุ่มหลังก้อถึงเวลาหม่ำกันแล้ว ตอนนี้ชักเริ่มเห็นรำไรแล้วว่าหนทางข้างหน้าไม่มีน้ำแน่นอน เฮียกอล์ฟแกเลยให้รวบรวมขวดน้ำแล้วก้อไปเดินหาแหล่งน้ำ ปรากฏว่ากลับมามือเปล่าพร้อมข่าวดีก้อคือ เจอดงบัวผุดห่างจากที่กินข้าวไปไม่เท่าไหร่ พอเก็บของเรียบร้อยพวกเราก้อไปชักภาพบัวผุดกลับมาให้ผองเพื่อนได้ชื่นชม

          อ้อ ! เดินไปอีกหน่อยก้อเจอรังหมู ลักษณะเหมือนเป็นพวกเศษหญ้ามาสุม ๆ กันจนเป็นเนินขึ้นมา และมีรูเล็ก ๆ สำหรับมุดเข้า ตอนแรกก้อนึกว่าโดนอำอีกแล้ว แต่ได้รับการยืนยันว่าเป็นรังหมูจริง ๆ เอ ! มันเข้าไปได้งัยหว่า รูเล็กนิดเดียว แล้วครอบครัวมันจะอยู่กันพอเหรอเนี่ย ?? หลังจากสนุกสนานกับการชักภาพกันแล้ว ก้อเริ่มทรมานร่างกายตัวเองต่อ แต่สงกะสัยว่าพระพิรุณคงเห็นพวกเราร้อนกันมาก เลยกระหน่ำฝนลงมาให้ถ้วนทั่ว เฮ้อ!! เดินขึ้นเขาอย่างเดียวทางชัน ชัน ก้อทุลักทุเลพอแล้ว มาเจอทางลื่น ๆ กะเป้อุ้มน้ำอีกสุดจะบรรยายจริง ๆ

อาทิตย์ยามเย็น ที่จุดพักแรม
          ในที่สุดเราก้อมาถึงจุดพักคืนแรก สภาพพื้นดินหลังจากที่พวกเราเดินย่ำกันจนเละ ประมาณว่าถ้ามีข้าวเปลือกมาหว่านไว้ ครั้งหน้าขึ้นมานี่เกี่ยวข้าวได้แน่ ๆ พอตั้งแคมป์กันเสร็จพระพิรุณก้อประทานน้ำให้อีกรอบนึง คงรู้ว่าพวกเรามีน้ำมาจำกัดมั้ง งานนี้ได้น้ำจากฟลายชีตอีกสองถุงใหญ่ ๆ เพียงพอในการใช้ไปอีกวันนึง

          ตั้งแต่ออก Trip มาครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ทำกับข้าวกันเร็ว บ่ายสามก้อเริ่มทำแล้ว อ้อ!! ม่ายอยากจะคุย trip นี้เราได้โชว์ฝีมือ (ที่ไม่ค่อยจามี) ทำกับข้าวเองด้วย แหม ! ก้อปกติน่ะ จองแต่หน้าที่กิตติมศักดิ์ตลอด (แหะ แหะ พูดง่าย ๆ ก้อล้างจานน่านแหล่ะ) ได้ยินพี่เชษฐ์แอบบ่นอุบอิบว่า “แล้วตูจาแหลกล่ายมั้ยเนี่ย” แหม! ไม่ค่อยดูถูกันเลยนะ อร่อย ไม่อร่อยก้อเห็นกินกันหมดแหล่ะน่าาาา กำลังตั้งวงทำกับข้าวกันอยู่ดี ๆ สักพักได้ยินเสียงร้องดังแว่วมา ปรากฏว่า เจ๊อ๋อ นอนท่าไหนก้อม่ายรู้หล่นตุ้บจากเปลลงมา พร้อมกับภาพกึ่งเปลือยท่อนล่างอยู่ในสายตาป้าแต๋วพอดี เอ ! งานนี้ใครโชคดี ใครโชคร้ายล่ะเนี่ย ???

อั่ย…ซัด รำพัน

          คืนนี้แต่ละคนไม่ค่อยมีเสียงกันเท่าไหร่ เนื่องจากเจอทั้งทางชันและสายฝน กินยากันคนละเม็ดสองเม็ดแล้วประจำที่ ขณะที่เรากะลังสวดมนต์ก่อนนอนอยู่ดี ๆ มีเสียงจากเปลข้างล่างคุยกันแว่ว ๆ เข้าหูมาว่า

          "…เห็นพี่เป็นคนสนุกสนานเฮฮาบ้าบออย่างนี้ แต่พี่ก้ออยากจะมีใครสักคนดูแล ห่วงใย เอาใจใส่บ้าง…."
          "…เราอุตส่าห์โทรไปหาเค้าที่กรุงเทพ แต่เค้ากลับรอโทรศัพท์ของคนอื่นอยู่…"

          งานนี้เล่นเอาเราแทบปล่อยก๊ากให้ได้ ม่ายรู้ว่าหลวงพ่อกระเจิงไปไหนบ้าง ต้องนิมนต์กลับมาฟังเราสวดใหม่อีกรอบ ขอโทษนะพี่เชษฐ์ ข้าพเจ้าไม่ได้แอบฟัง แต่มันได้ยินเองอ่ะ

เดินหน้าสู่น้ำตกห้วยปิ

          รุ่งขึ้นเราเริ่มออกเดินทางทวนสายน้ำ ย่ำรอยกระทิง เรียกว่าเดินทับรอยมันขึ้นเขาเกือบทุกฝีก้าว ดีนะที่เป็นรอยเมื่อคืน ถ้าเป็นรอยตอนเช้า ไม่ใครก้อใครได้วิ่งกันมั่งล่ะน่า…แต่การเดินทางวันนี้พวกตัวกระทัดรัดฉบับกระเป๋าค่อนข้างได้เปรียบเพราะต้องมุดดงไผ่ตลอดเรียกว่าแทบมองไม่เห็นท้องฟ้ากันเลย ยิ่งเดินเรายิ่งไต่เขาขึ้นทุกที ทุกที เมื่อถึงยอดเขาหลังจากนั่งพักเหนื่อยกันเรียบร้อยแล้ว พี่กอล์ฟกะพี่บ่าวไข่ก้อเริ่มแถลงการณ์ เกี่ยวกับชะตากรรมของคณะเรา มีเสียงดังแว่ว ๆ ขึ้นว่า "เอ…งี้หลงใช่ป่ะเนี่ย" เฮียกอล์ฟแกรีบบอกทันทีว่า “อืมม์..ที่เราเดินมาเนี่ย เค้าไม่ได้เรียกหลงหรอก แค่เดินออกนอกเส้นทางนิดหน่อย…” แหะ แหะ แววมันออกตั้งแต่รู้ว่ามากับคนแบกเป้แล้ว มาทีไร ได้หลงกัน ทุ้กก..ที จากนั้นเราเลยได้ข้อสรุปกันใหม่ว่าเราจะเปลี่ยนการสำรวจน้ำตกเหวรูมาเป็นน้ำตกห้วยปิแทน ว่าแล้วก้อเคลื่อนขบวนกันต่อไป ช่วงแรกที่เดินตัดเขา เมื่อเจอใบหูหมีที่ขึ้นอยู่ข้างทาง พี่กอล์ฟบอกกับพวกเราว่า นี่แหล่ะของอร่อย หากินยาก พร้อมกับร้องบอกให้น้องกบเด็ดไว้เพื่อเป็นเสบียง แต่พอเดินไปสักพักก้อพบว่า เอ…ยิ่งเดิน ความถี่ในการเจอก้อยิ่งเพิ่มขึ้นทุกที ทุกที อืมม์…เขาลูกนี้น่าจะตั้งชื่อว่าเขาหูหมี ซะดีมั้งเนี่ย ???



แม้วตกดอย ???

น้ำตกห้วยปิชั้นล่าง
          ในที่สุดเราก้อได้ยินเสียงน้ำตก และเริ่มเห็นน้ำตกอยู่ลิบ ๆ ข้างล่าง ดังนั้นจึงต้องหาทางตัดลงตีนเขาที่มีความชันมากกก..ถึงมากที่สุด เพื่อลงไปเดินตามสายน้ำตก อ้อ ! ไม่อยากจะบอกเลยว่าไอ้เส้นนี้แหล่ะ ที่ทำเอาไอ้แม้วอย่างเราเสียฟอร์ม เกือบตกดอยซะแล้ว มัวแต่หาทางตัดลงข้างล่าง มองมาอีกที เอ คนอื่นเค้าหายไปไหนกันหมดหว่า ชักเริ่มใจไม่ค่อยดีแล้วแฮะ แต่ยังงัยพี่กอล์ฟก้อคงยังเดินอยู่ข้างหลังน่า ปรากฏว่ายิ่งตัดลงก้อยิ่งเดินไม่ได้ เพิ่งซึ้งกับคำว่ากลับไม่ได้ไปไม่ถึงก้อคราวนี้เอง ทางข้างหน้ามันเป็นผาตัดลงข้างล่าง พอจะปีนกลับทางเดิม ก้อปีนขึ้นไปไม่ได้ เอ ! แล้วเมื่อกี้เราลงมาได้งัยหว่า ทำงัยดี เมื่อยแล้วนะ สักพักได้ยินเสียงพี่เชษฐ์ตะโกนขึ้นมาว่า "อย่าลงมา ปีนกลับขึ้นไป" มองลงไปข้างล่าง อ้าว พี่แกหาทางลงได้แล้วนี่หว่า แล้วแกพูดกับใครฟะ มองไปมองมา เค้าพูดกับเรานี่หว่า อืมม์ รู้แล้วว่าลงไม่ได้ แต่มันก้อขึ้นไม่ได้เหมือนกันนี่นา ได้แต่ทำตัวเป็นตุ๊กแกเกาะกิ่งไม้อยู่อย่างนี้ มองหาใครก้อไม่เห็น ทำงัยดีล่ะชั้น จะเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่ เดี๋ยวแฟน ๆ เสียใจแย่นะสิ เอาวะ ! ยอมเสียฟอร์มตะโกนเรียกพี่กอล์ฟ ปรากฏว่าเฮียแกเดินไปไกลเพราะคิดว่าไม่มีใครแล้ว หารู้ไม่ว่ายังมีแม้วเกือบตกดอยห้อยต่องแต่งอยู่ กว่าเฮียแกจะได้ยินและกลับมาก้อเกือบหมดแรงเหมือนกัน

          ยอมรับว่าเส้นทางที่ตัดลงไปน้ำตกนี่สมบุกสมบันมาก ล้มลุกคลุกคลานกันเป็นว่าเล่น สิ่งหนึ่งที่ได้จากการเดินทางครั้งนี้คือความเป็นห่วงเป็นใย ความช่วยเหลือกันในหมู่คณะ คนอยู่บนต้องคอยระวังเวลาจะก้าวเท้าเพราะบางทีหินที่มันเกาะตัวอย่างไม่แน่นอาจกลิ้งไปข้างล่างโดนเพื่อน ๆ ที่ล่วงหน้าไปหาเส้นทางในการตัดลงน้ำตก ใครลงไปก่อนก้อคอยฉุดประคองเพื่อน ๆ ที่อยู่ข้างบน อ้อ! และก้อทำให้เราได้รู้ว่าเดินป่าครั้งหน้า ต้องเอาถุงมือมาด้วย เพราะบางทีช่วงที่ลงแล้วยั้งไม่ได้ต้องจับต้นไม้ไว้ เผอิญว่าไอ้ต้นที่เราไปจับน่ะ มันเป็นหวาย อืมม์ ความรู้สึกสุดจะบรรยาย…

          จุดสุดท้ายก่อนจะถึงความสบายก้อคือหินที่ลาดชันและลื่นที่พวกเราต้องไต่ลงมาอย่างระมัดระวัง ไม่งั้นได้ลงไปกระแทกหินในน้ำแน่ ๆ "ว้ายยย… โครม" ทุกคนตกใจกันถ้วนทั่ว มองไปมองมาปรากฏว่าเจ๊อ๋อ ลื่นล้มก้นกระแทกหิน งานนี้ก้นเจ๊แกปลอดภัย แต่หินก้อนใหญ่ ๆ แตกเป็นสองซีก อืมม์… สงสารก้อนหินจัง ทำไมไม่หลบอีตอนเจ๊แกทิ้งตัวลงมา ???

ค่ำคืนสุดท้าย

          หลังจากที่ได้ที่พักผ่อนหลับนอนในคืนสุดท้าย ก้อมาสำรวจร่างกายกัน เราโดนหนามตำมือพรุน บี เจ๊อ๋อ ป้าแต๋ว เป็นที่รักของมวลทากทั้งหลาย ทั้งซอกคอและรอบเอว ส่วนบาส หลังจากที่เอาหน้าแข้งทดสอบความแข็งกับหิน ปรากฏว่า หน้าแข็งบวมช้ำ พี่หมึกดำที่อุตส่าห์ทะนุถนอมพุงมาอย่างดี ไขมันหาย พุงยุบไปตั้งเยอะแน่ะ

เนื้อม้ากะหอกข้างแคร่…

ไทรคู่ ด้านล่างน้ำตก
          คืนนี้เดือนหงาย พระจันทร์สวย แสงนวลสว่างบรรยากาศเหมาะแก่การร่ำสุรา (อีกแล้ว) มองไปรอบ ๆ เห็นต้นไม้และก้อนหินบริเวณน้ำตกเรืองแสงสีเขียวเป็นหย่อม ประดับด้วยหิ่งห้อยกระพริบ วับ วับ วับ วาว (ไม่แน่ใจว่าเค้าเรียกหนอนเรืองแสงหรือว่าอะไร ใครรู้ช่วยบอกข้าพเจ้าที) และแล้วเรื่องเล่ารอบกองไฟก้อเกิดขึ้น ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับพี่รักษ์ ที่คาดว่าได้ลงจากคานอย่างแน่นอน แต่กว่าจะถึงวันนี้ เจ้ากบ (ไอ้หอกข้างแคร่ของพี่รักษ์) บอกว่าทั้งหมู่บ้านได้กินเนื้อม้าของพี่รักษ์กันจนเอียน เนื่องจากลีลาการจีบสาวของพี่แก อ้อมโลกมากกก… มาทุกวัน แต่สาวเจ้าก้อยังไม่รู้ว่าถูกจีบ เฮ้อ ! กว่าจะลงเอยกันได้ เสียม้าไปหลายตัว… หลังจากที่ถูกรุมแซว พี่รักษ์ก้อประกาศด้วยความภาคภูมิใจอย่างเมา เมาว่า “ความรักของผมงดงามและบริสุทธิ์” ก้อเนื่องจากไอ้เจ้ากบมันเอามาเผาจนหมดว่าช่วงที่พี่รักษ์ไปหลางตาง และต้องอยู่ค้างคืนทำงาน ได้ไปพักบ้านเดียวกับคุณครูที่พี่แกจีบอยู่ และด้วยความที่แกนอนหน้าบ้านส่วนสาวเจ้านอนในห้องแกเลยจีบผ่านฝาบ้าน โดยการเคาะเรียกและคุยผ่านฝาบ้านจนเกือบเช้า หารู้ไม่ว่าลูกน้องตัวดีไม่ได้หลับ แถมยังเอาความลับมาเปิดเผยในวงเหล้าอีกตะหาก พี่รักษ์นะพี่รักษ์ คบใครไม่คบ ไปคบเจ้ากบ ไม่รู้อะไรซะแล้ว…

          ส่วนน้องซุป…ไอ้แขกกินหมู หลังจากเมาได้ที่ ก้อออกไปละหมาดท่ามกลางแสงจันทร์เสียงดังทั่วทั้งป่า พอเดินกลับเข้ามาก้อตรงไปยังเปล ใครจะฉุดยังงัยก้อไม่สนนอนกอดเปลอย่างแน่นเหนียว เหลียวมาดูพี่หมึกดำ หลับไปเมื่อไหร่กันเนี่ย เห็นพี่แกหลับท่าทางน่าสงสาร ดังนั้นพวกเราโดยมีป้าแต๋วเป็นแกนนำ ก้อจัดท่านอนให้ใหม่ กะว่าถ่ายรูปไว้แบล็คเมล์โดยเฉพาะ

น้ำตกรสแกงส้ม

          ช่วงเช้าเราแบ่งกันเป็นสองกลุ่ม ตามอัธยาศัย ใครใคร่ถ่ายรูปน้ำตกก้อเดินกันไป แต่เรา บี ป้าแต๋ว ขออยู่เฝ้าที่พัก ส่วนพี่พรานใหญ่หนีไปสร้างโลกส่วนตัวกะสมุดวาดภาพ เราสองคนกะป้าแต๋วได้มุมเล่นน้ำอย่างสงบ แต่เอ...สักพัก ทำไมมันมีผักลอยมาหว่า ทั้งแตงกวาและกระหล่ำปลี สงกะสัยว่าน้ำตกมันคงจะแรงมากเลยแฮะ เซาะหินจนน้ำเป็นขาว ที่ไหนได้พอเดินกลับยังจุดพัก ทุกคนนั่งหัวเราะพร้อมกับถามว่าน้ำตกรสแกงส้มอร่อยมั้ย อ้อ ของหวานก้อส่งไปให้นะ แป้งแพนเค้กงัย อืมม์ กะว่าเล่นน้ำเสร็จจะมาทำแพนเค้กกินสักกะหน่อย อดซะแล้ว เที่ยงกว่า ๆ ได้เวลาเดินทางกลับ เราเดินกันแบบสบาย ๆ ตามสายน้ำไปเรื่อย ๆ และแล้ว…พระพิรุณก้อกระหน่ำครั้งสุดท้ายเป็นการสั่งลา

          ลาก่อนน้ำตกห้วยปิ สักวันจะกลับมาเยือน…

          ขอบคุณพี่บ่าวไข่ที่ช่วยสละเวลามานำทาง…
          ขอบคุณลุงน้อยที่ทำกับข้าวรสเด็ดให้พวกเราอิ่มหนำ…
          ขอบคุณพี่ ๆ น้อง ๆ ที่หน่วยพะโต๊ะ ที่ช่วยกันแบกเสบียง…
          ขอบคุณพี่เชษฐ์ที่มีหน้าที่ผูกและเก็บเปลให้เรากะสาวบี…
          ขอบคุณพี่กอล์ฟที่ช่วยหิ้วเราขึ้นมาจากหน้าผา…
          ขอบคุณพี่เก่งที่ถ่วงเวลาไม่ให้รถออกจากสายใต้ก่อนเรามา…
          และสุดท้ายขอบคุณตัวเอง ที่ใจง่ายตามมาเจอกับมิตรภาพดี ดี…




MrBackpacker.com