หน้าแรก > ข้อมูลท่องเที่ยว > เส้นทางท่องเที่ยว > หลวงพระบาง มรดกโลก
ส่งหน้านี้ให้เพื่อน
พิมพ์ พิมพ์หน้านี้
บุ๊คมาร์คหน้านี้

หลวงพระบาง มรดกโลก

หลวงพระบางจัดเป็นเมืองมรดกโลก ทางวัฒนธรรม ซึ่งยังคงเป็นเมืองที่ยังคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันเก่าแก่ วัดโบราณ และวิถีชาวบ้าน ในเมืองจะพบกับบ้านเรือนที่ถูกอนุรักษ์เอาไว้ ประเพณีการทำบุญพระ 100 รูป และที่ท่องเที่ยวอีกมากมาย เส้นทางนี้เป็นเส้นทางคลาสสิกอีกเส้นหนึ่งที่นักเดินทาง ไม่ควรพลาด


รายละเอียดโปรแกรม

สถานที่ ไม่ระบุ
จุดเด่น ชมวัฒนธรรมในเมืองมรดกโลก วัดโบราณต่าง ๆ, น้ำตกกวางสี, ถ้าติ่ง, วังเวียง กุ้ยหลินเมืองลาว, ประตูชัย, Buddha Parks
รูปแบบ วิถีชาวบ้าน
ระยะทางเดินเท้า
ระยะเวลา 6 วัน 5 คืน


โปรแกรมการเดินทาง

วันที่ 1 จากเชียงของสู่ปากแบง

          เดินทางจากด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงของ นั่งเรือข้ามน้ำโขง ไปผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองของสาธารณรัฐประชาชนลาว ที่ด่านเมืองห้วยทราย ซึ่งท่าเรืออยู่ห่างประมาณ 2 กม. ช่วงนี้แลกเงินกีบไว้ได้เลยโดย 1 บาทจะแลกได้ประมาณ 220 กีบ

          ประมาณ 10.00 น. เรือโดยสารประจำทางออกจากท่าเรือห้วยทรายมุ่งสู่เมืองหลวงพระบาง ระหว่างทางชมทัศนียภาพและความยิ่งใหญ่ของแม่น้ำโขง (เตรียมอาหารมื้อกลางวันและน้ำดื่มมาด้วยพร้อมหนังสือเล่มหนาๆสักเล่ม ที่ท่านอยากอ่านมาบนเรือด้วยน่ะครับ) ส่วนผู้ชายสามารถขึ้นไปนั่งบนดาดฟ้าเรือได้ ถ้าคุยกับเจ้าของเรือ ณ ดาดฟ้าเรือจะได้เห็นทัศนียภาพของแม่น้ำโขงที่สวยมาก

 
ยินดีต้อนรับสู่อินโดจีน   ท่าเรือบริเวณเชียงของ

          หลังจากนั่งเรือมาประมาณ 6 ชั่วโมง เรือถึงเมืองปากแบง ซึ่งที่นี่จะเป็นเมืองเล็กๆน่าอยู่ลักษณะเป็นซอยเดินเข้าไป หลังจากลงจากเรือ ให้ลองหาที่พักดู ซึ่งจะมีที่พักเป็นจำนวนมาก สนนราคาก็จะอยู่ประมาณ 50-300 บาทต่อคืน ร้านอาหารก็จะมีอยู่หลายร้าน ตอนกลางคืนจะมีบางร้านจุดเทียนเพื่อสร้างบรรยากาศ ซึ่งถ้ามองเข้าไปจะดูสวยมาก ส่วนราคาค่าอาหารก็เท่า ๆ กับราคาที่กรุงเทพ

 
สภาพภายในเรือ   ปากแบง

วันที่ 2 ปากแบงสู่หลวงพระบาง

          ตอนเช้าตื่นนอนมาเดินไปเที่ยวตลาดปากแบง ใส่บาตรข้าวเหนียว แล้วก็ถ่ายรูป หาของทานตอนเช้ากันที่ตลาด (เตรียมอาหารกลางวันสั่งจากเรือนพักทานบนเรือด้วย) เรือจะออกวิ่งตอน 8 :00 น. เมื่อออกจากเมืองปากแบงแล้ว ระหว่างการเดินทางก็ชมทัศนียภาพของแม่น้ำโขงไปเรื่อยๆ ซึ่งแม่น้ำโขงในช่วงนี้จะมีเกาะแก่งที่น้ำไหลผ่านน่ากลัวมากกว่าในช่วงวันแรก เวลาประมาณ 16.00 น. เรือถึงเมืองหลวงพระบาง ขึ้นที่ท่าใกล้พระราชวังแล้วจ้างรถรับจ้างไปส่งที่เรือนพัก ซึ่งหากท่านยังไม่ทราบว่าจะพักที่ไหน ให้ลองเดินเรียบตามแม่น้ำไปเรื่อย ๆ จะมีพวกเรือนพักอยู่ตลอดทาง ราคาของเรือนพักจะอยู่ประมาณ 100-300 บาทต่อห้องต่อคืน

 
พระอาทิตย์ตกริมโขง   ทำบุญพระ 100 รูป

          ตอนเย็นถ้ามีเวลาก็เดินชมเมืองเมืองหลวง ตามถนนกลางเมือง ผ่านพระราชวัง และชมพระอาทิตย์ตกดินที่ริมน้ำโขงจากจุดชมวิวที่วัดพระธาตุภูศรี อาหารเย็น แนะนำที่ ร้านสกุณา (ร้านของเจ้าหญิงมณีไลย มเหสีของอดีตองค์มงกุฎราชกุมาร) ซึ่งร้านนี้อาหารจะอร่อยและบรรยากาศดี และช่วงกลางคืนจะมีตลาดกลางคืนเปิดขายของ ลองสอบถามเส้นทางกับชาวบ้านแถวนั้นดูก็ได้ ในตลาดจะมีพวกของกิน ขนมขายมากมาย

วันที่ 3 ท่องเที่ยงหลวงพระบางรอบใน

           ตื่นแต่เช้าเพื่อตักบาตรข้าวเหนียวพระสงฆ์จำนวน 200 รูป ที่หน้าปากซอยเรือนที่พักซึ่งอยู่หน้าวัดพระธาตุหลวงใจกลางเมืองเก่า ชาวหลวงพระบางจะตักบาตรด้วยข้าวเหนียว ซึ่งเราอาจจะหาซื้อข้าวเหนียวได้จากตลาด แต่สั่งให้ที่พักจัดให้จะสะดวกกว่าราคาไม่แพงครับ ตักบาตรเสร็จก็เช่าจักรยาน (50บาทต่อวัน) ขี่เที่ยวชมเมืองยามเช้า

 
วัดเชียงทอง   ตลาดเช้าหลวงพระบาง

          ตลาดเช้าของหลวงพระบาง ซึ่งมี 3-4 แห่ง คือ ตลาดเช้าที่อยู่เลยคุก (ใหญ่ที่สุด)หรือ ตลาดเช้าที่ซอยใกล้พระราชวังริมน้ำโขง และตลาดดารา ซึ่งไม่ค่อยมีผักผลไม้แต่มีสินค้าหัตถกรรมเยอะ แต่ราคาไม่ค่อยจะถูกเท่าใดนัก อาหารเช้าก็ลองรับประทานเฟ้อ (ก๋วยเตี๋ยวญวน) ดูน่ะครับ ที่ตลาดริมน้ำโขง ส่วนกาแฟก็ต้องกาแฟ ร้านนิยม ซึ่งจะมีคนหลวงพระบางและนักท่องเที่ยวไปนั่งดื่มกันมากในทุกๆเช้า

โปรแกรมวันนี้จะเป็นการเที่ยวชมเมืองหลวงพระบางวงใน

  • เริ่มปั่นจักยานไปที่หอพิพิธภัณฑ์ (พระราวังเดิม) ซึ่งจะเปิดเวลาประมาณ 8.30 - 10.30 น. , 13.00 - 16.00 น
  • วัดป่าฮวก อยู่ ตรงข้ามพระราชวังเดิม เดินชมภาพเขียน
  • วัดพระธาตุภูศรี ชมทัศนียภาพของเมืองหลวงพระบางมุมสูง ยามเช้าดอกจำปาหรือดอกลั่นทมไม่ทราบจะหอมมากทีเดียว
  • วัดใหม่ฯ (ใกล้พระราชวัง) • วัดเชียงทอง ซึ่งจะมีคนเที่ยวชมกันมาก ชมพระอุโบสถ โรงเมี้ยนโกศ หอไตร และถ้าขออนุญาติเจ้าอาวาสหรือพระที่รับผิดชอบนั้นเข้ากราบพระเมี้ยนในหอไตรซึ่งเป็นพระทองคำ ซึ่งโดยปกติจะไม่เปิดให้คนทั่วไปเข้าชมกัน
  • วัดแสนสุขารามซึ่งเป็นวัดของรองสมเด็จพระสังฆราช
  • วัดปากไพ ไม่สวยเท่าใดนักในสายตาผม แต่ที่พระอุโบสถมีงานพอกคำและภาพเขียนสวยงาม
  • วัดวิชุนราช เข้านมัสการพระธาตุหมากโม
  • วัดอาฮาม (ถ้าจำชื่อไม่ผิด) ที่อยู่ๆกันซึ่งเป็นที่เก็บปู่เยอ ย่าเยอ ซึ่งปรกติจะนำออกมาร่วมขบวนแห่พระบางช่วงเทศกาลวันสงกรานต์
  • วัดธาตุหลวง คารวะสถานที่บรรจุอัฐิเจ้านายเชื้อพระวงศ์ลาว
  • ตอนใกล้เย็นลงเรือข้ามฟากแม่น้ำโขงไปฝั่งพระธาตุจอมเพชร เพื่อชมทัศนียภาพของตัวเมืองหลวงพระบางจากอีกฝั่งแม่น้ำโขงซึ่งจะได้ภาพมุมสวยๆ 

วันที่ 4 เที่ยวเมืองหลวงพระบางวงนอก

          ตื่นเช้า ถ้าท่านใดมีศรัทธาก็ใส่บาตร การเดินทางวันนี้จะต้องอาศัยรถในการเดินทาง ซึ่งท่านสามารถหารถตู้หรือรถสองแถวได้ไม่ยากนัก ราคาเขาจะคิดเหมาเป็นวันแล้วแต่ตกลง

 
ถ้ำติ่ง   ประตูโบราณ
ด้านบนของถ้าติ่ง

          การเดินทางเริ่มต้นที่ วัดสันติเจดีย์ ซึ่งจะได้เห็นภูมิทัศน์ของเมืองหลวงพระบางอีกมุมหนึ่ง บ้านผานม ชมการทอผ้าแบบชาวไตลื้อ ในบ้านผานมจะมีการจำหน่ายผ้าเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะมีทั้งผ้าที่ทอเองกับผ้าที่นำมาจากไทย ซึ่งหากจะซื้อติดไม้ติดมือก็ควรจะพิจารณาให้ดี มิฉะนั้น อาจจะได้ผ้าไทยกลับบ้านก็ได้ หลังจากชมบ้านผานมแล้วถ้ามีเวลาน่าจะไปคารวะสถานที่ฝังศพ อองรี มูโฮต์ นักสำรวจดินแดนอินโดจีน ผู้ยิ่งใหญ่ชาวฝรั่งเศษ อยู่ห่างจากบ้านผานม ประมาณ 6 ก.ม. อาหารกลางวันที่ตัวเมืองหรือร้านระหว่างทางก็ได้ตามแต่จะสะดวก

          บ่ายมุ่งหน้าสู่ ถ้ำติ่ง ซึ่งเป็นสถานที่เก็บพระพุทธรูปโบราณหลายร้อยองค์ โดยต้องเดินทางไปข้ามเรือที่บ้านปากอู เมื่อชมถ้ำใหญ่เสร็จแล้วอย่าลืมเดินขึ้นไปชมถ้ำที่อยู่ด้านบนด้วยซึ่งถ้ำด้านบนจะเป็นลักษณะถ้ำโบราณจะมีประตูโบราณปิดอยู่หน้าถ้ำ ปากถ้ำจะมีให้เช่าไฟฉายกับมีพวกดอกไม้สำหรับบูชาพระจำหน่า

 
วัดเชียงทอง   การต้มเหล้า
ที่บ้านช่างไห

          หลังจากเที่ยวถ้ำติ่งแล้วก็จะกลับมาขึ้นรถที่บ้านปากอู มุ่งหน้าไปที่บ้านช่างไห (บ้านสร้างไห) ชมกรรมวิธีการผลิตเหล้าจากข้าว กลิ่นจะหอมอบอวนยั่วยวนใจสำหรับบุรุษที่หลงไหลในมนต์เสน่ห์ของเมรัย (มีจำหน่ายให้ดื่มกินได้ แต่ขอเตือนครับว่าดีกรีแรงทีเดียว) อาจจะแวะวัดธาตุหลวง(ถ้าเมื่อวานนี้ไม่ได้ไป) วัดญวนหรือวัดพระบาทใต้ ซึ่ง อยู่ติดริมน้ำโขง มีรอยพระพุทธบาท และเป็นวัดเดียวที่มีศิลปะการก่อสร้างแบบ เวียดนามในเมืองหลวงพระบาง สวยมาก และที่วัดนี้ยังเป็นที่ให้ชมพระอาทิตย์ตกอีกด้วย ซึ่งท่านจะเห็นพระอาทิตย์ตกริมฝั่งโขง งดงามมาก

น้ำตกกวางสี
          ถ้ามีเวลาลองเลยไปบ้านสังคโลกเป็นหมูบ้านที่ชาวบ้านใช้พื้นที่ริมน้ำโขงที่แห้งแล้งมาปลูกพืชผักต่างๆ จะได้ภาพสวยๆของพืชผักริมน้ำ หมู่บ้านนี้อยู่บนเส้นทางที่จะไปคุ้มเจ้าเพชรราช จุดหมายปลายทางสุดท้ายก่อนพระอาทิตย์ตกดินควรจะไปที่ วังเจ้าเพชรราช ซึ่งเป็นเจ้าอุปราชวังหน้า คนลาวนับถือมากเหมือนคนไทยนับถือ ร.5 ที่วังมีตำหนักเก่า ท้องพระโรง และที่วังนี้จะได้ชมเมืองหลวงพระบางจากจุดมุมมองที่เรียกว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ เพราะเจ้าเพชรราชเป็นอุปราชวังหน้าซึ่งมีหน้าที่คอยดูแลรักษาเมือง โดยส่วนตัวผมว่าทัศนียภาพที่วังหน้านี้จะสวยแตกต่างจากมุมอื่นๆ ครับ (ตอนผมไปนั้นมีกลุ่มบริษัทของคนไทยมาสร้างทำเป็นโรงแรม 5 ดาวแล้ว)ถ้าเข้าไปไม่ได้ก็ไปถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกที่วัดพระบาทใต้ก็ได้ครับ จะมองเห็นวังเจ้าเพชรราชเหมือนกันแต่ไม่เห็นตัวเมืองหลวงพระบาง

          ที่หลวงพระบางนอกจากพวกวัดแล้ว ยังมีที่เที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามอีก เช่น น้ำตกกวางสี การเที่ยวน้ำตกกวางสีก็ควรจะมีเวลาอีกสักวัน เพราะเส้นทางจะเป็นเส้นที่แยกออกไปต่างหาก น้ำตกกวางสีนี้มีความงดงามมาก เปรียบเทียบได้กับทีลอซูเมืองลาวเลยทีเดียว หากท่านมีเวลาก็ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง

วันที่ 5 เดินทางมุ่งสู่วังเวียง

           เดินทางจากหลวงพระบางโดยรถประจำทางที่ท่ารถตรงเดิ่นกีฬา (สนามกีฬา) ใกล้ๆโรงแรมภูว่าว รถโดยสารประจำทางจะวิ่งไปตามเส้นทางที่ขดเคี้ยวและสูงชันบันสันเขา แต่ทัศนียภาพ 2 ข้างทางสวยงามมากๆ และที่สำคัญสำหรับทุกท่านคือรถจะไม่จอดให้เราทำธุระเบาหรือหนักเลย จนกว่าจะถึงจุดพักรถ ดังนั้นควรทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อยก่อนการเดินทางกลับ เวลาประมาณ 12.00 น รถจะจอดให้รับทานอาหารกลางวันกันที่ชุมทางรถซึ่งมีแยกไปเชียงขวาง และประมาณบ่าย 14.00 น.ก็จะถึงเมืองวังเวียง พักที่นี่หนึ่งคืน หรือจะนั่งรถต่อไปนอนที่เวียงจันทร์ก็ได้

          หากท่านมีเวลาเหลือก็ของแนะนำให้ค้างที่วังเวียงอีก 1 คืน ที่นี่จะมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งตอนเช้าริมแม่น้ำซองจะมีชาวบ้านแบกตระกร้ามาเก็บไค (สาหร่ายแม่น้ำโขง) ซึ่งเป็นภาพที่งดงามมาก ที่นี่ถ้าข้ามแม่น้ำซองไปจะเป็นเส้นทางถีบจักรยานไปชมถ้า ซึ่งจักรยานจะสามารถเช่าได้ในราคาประมาณ วันละ 50 บาท ถ้ำที่นี่จะมีประมาณ 8-9 แห่ง เช่น ถ้ำพุกาม จะเป็นถ้ำที่มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ในถ้ำ ด้านล่างของถ้ำจะมีน้ำใสเขียว เหมาะสำหรับการเล่นน้ำ เป็นต้น ในช่วงเย็นริมน้ำซอง ก็จะมีสาวชาวลาวนุ่งผ้าถุงมาอาบน้ำนับ 10 คน และมีชาวบ้านพายเรือมาทอดแหจับปลา เป็นบรรยากาศที่ไม่ควรพลาด

วันที่ 6 เวียงจันทร์

          ประมาณ 6 โมงเช้าจะมีรถวิ่งจากวังเวียงไปเวียงจันทร์ ซึ่งจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง เมื่อถึงเวียงจันทร์ก็เดินเที่ยวรอบๆเมือง ไปถ่ายรูปที่ประตูชัย เที่ยววัดพระแก้ว(เคยประดิษฐานพระแก้วมรกต) ถ้ามีเวลาเหลือก็ลองไปที่ Buddha Parks ซึ่งจะเป็นสถานที่ที่มีพวกรูปปั้นของพระพุทธรูป วางเรียงกันในสวนขนาดใหญ่ แต่ที่นี่จะต้องนั่งรถไปสักพักนึงค่อนข้างจะไกลปานกลาง จากนั้นจึงนั่งรถเครื่องมาข้ามแดนกลับประเทศไทยทางด่านหนองคาย

 
ประตูชัย   Buddha Parks

ลิ้งค์ที่เกี่ยวข้อง
โปรแกรมท่องเที่ยวหลวงพระบาง โดย Sea Travel Agency
ภาพท่องเที่ยวหลวงพระบาง
เว็บไซต์สถานฑูตลาว
เว็บไซต์สายการบินลาว
ข้อมูลท่องเที่ยวลาว

พิมพ์ พิมพ์หน้านี้   ส่งหน้านี้ให้เพื่อน   บุ๊คมาร์คหน้านี้